หากเอ่ยถึงฟุตบอลเจลีก แน่นอนว่าแฟนบอลที่ติดตาม หรือเคยได้ยิน จะเห็นว่าฟุตบอลญี่ปุ่นนั้น ขึ้นชื่อเรื่องระเบียบวินัย การเล่นเป็นทีมเวิร์ค และความฟิตที่วิ่งไม่มีหมด รวมไปถึงการดูแลสภาพร่างกายที่ดีเยี่ยม โดยสังเกตได้จากที่นักฟุตบอลญี่ปุ่นหลายราย ยังคงลงไปวิ่งไล่หวดลูกหนัง ราวกับเด็กหนุ่ม ในวัย 30-40 กว่า รวมไปถึง 50 กว่า… และนักเตะเลือดซามูไรหลายคนเอง ก็มีชื่อเสียงที่โด่งดัง แม้จะไม่ได้ค้าแข้งในยุโรปก็ตาม

และหนึ่งในคนที่ยังวิ่งไล่หวดลูกหนังจนวัย 40 กว่า และมีชื่อเสียงโด่งดัง นั้นก็คือ “ยาซูฮิโตะ เอ็นโด” อดีตกองกลางทีมชาติญี่ปุ่น ตำนานของสโมสรกัมบะ โอซาก้า นักเตะเลือดข้นซามูไรผู้สร้างตำนานให้กับวงการฟุตบอลแดนปลาดิบอย่างน่าจดจำ และยังเป็นแบบอย่างของนักกีฬาที่น่ายกย่อง

เอาล่ะ ! เราจะค่อย ๆ ติดตามเรื่องราวของ เอ็นโด ไปที่ละก้าว อย่างเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อให้คุณได้ซึมซับกับบรรยากาศที่มีมนต์ขลังของเรื่องราวลูกหนังที่อยู่คู่กับชีวิตของตำนานซามูไรคนนี้

จุดเริ่มต้น

เอ็นโด เริ่มต้นเส้นทางสายฟุตบอลอาชีพ กับ โยโกฮาม่า ฟลูเกลส์ สโมสรเก่าแก่แห่งแดนอาทิตย์อุทัย ในวัย 18 ปี เมื่อฤดูกาล 1998 โดยมีโอกาสลงสนามไปทั้งสิ้น 16 นัด ยิงได้ 1 ประตู และเป็นหนึ่งในสมาชิกชุดแชมป์ เอ็มเพอเรอร์ส คัพ สมัยที่สองของทีม ก่อนที่ฤดูกาลถัดมา โยโกฮาม่า ฟลูเกลส์ ได้รวมตัวกับ โยโกฮาม่า มารินอส กลายเป็นสโมสร โยโกฮาม่า เอฟ・มารินอส ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้ เอ็นโด ต้องโยกย้ายทีมครั้งแรกไวกว่าที่คิด

ฉายแววเก่งที่เมืองกรุงเก่า

สโมสรอาชีพที่สองของ เอ็นโด คือ เกียวโต เพอร์เพิล ซังกะ (เกียวโต ซังกะ เอฟซี ในปัจจุบัน) ซึ่งที่นี่เอง ที่เป็นเวทีให้เจ้าตัวได้โชว์ผลงาน และมอบโอกาสลงสนามให้อย่างต่อเนื่อง โดยฤดูกาล 1999 ลงสนามในลีก 24 นัด ยิง 5 ประตู ขณะที่ฤดูกาล 2000 ลงสนามไปอีก 29 นัด ยิง 5 ประตู และเจ้าตัวยังได้โอกาสเล่นร่วมกับ “คิงคาซู” คาซึโยชิ มิอุระ สุดยอดดาวยิงในยุคนั้น และตำนานศูนย์หน้าของฟุตบอลญี่ปุ่น ในปัจจุบัน รวมถึง ปาร์ค จี ซอง อดีตกองกลางทีมชาติเกาหลีใต้ ที่เคยค้าแข้งกับ เกียวโต เพอร์เพิล ซังกะ ในฤดูกาล 2000-2002 ก่อนย้ายไปโด่งดังในยุโรปกับ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 

แม้จะไม่สามารถพา เกียวโต เพอร์เพิล ซังกะ อยู่รอดปลอดภัยบนลีกสูงสุดในฤดูกาล 2000 แต่ด้วยผลงานส่วนตัวที่ยอดเยี่ยม ทำให้ กัมบะ โอซาก้า ไม่รอช้า ที่จะยื่นข้อเสนอคว้า เอ็นโด ไปเสริมแกร่งในแดนกลาง และนั่นคือจุดเริ่มต้นของตำนานบทใหม่แห่งโอซาก้า…

ก้าวแรกในถิ่น พานาโซนิค สเตเดี้ยม ซุอิตะ

ยาซูฮิโตะ เอ็นโด วัย 21 ปี ที่เพิ่งย้ายมาร่วมทีมในฐานะดาวรุ่งความหวังใหม่ เริ่มต้นฤดูกาล 2001 ด้วยการได้รับความไว้วางใจให้ออกสตาร์ทเป็น 11 ผู้เล่นตัวจริง ตั้งแต่นัดแรก และใช้เวลาเพียง 2 เกม ในการเบิกสกอร์แรกกับ กัมบะ โอซาก้า โดยเป็นการยิงใส่ โยโกฮาม่า เอฟ・มารินอส และจบปีนั้นด้วยสถิติลงสนามถึง 29 จาก 30 นัดในลีก พร้อมกับทำไป 4 ประตู พา กัมบะ โอซาก้า จบอันดับ 7 ของตาราง

ฤดูกาลถัดมา แม้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในทีม โดยได้มีการแต่งตั้ง อากิระ นิชิโนะ เข้ามาเป็นกุนซือคนใหม่ แต่ เอ็นโด ก็ยังตอกย้ำการเป็นหัวใจหลักในแดนกลางของทีม ด้วยการลงสนามครบทั้ง 30 นัดในลีก และออกสตาร์ทตัวจริงทุกเกม รวมถึงพาทีมขึ้นไปจบถึงที่ 3 ของตาราง ซึ่งเป็นอันดับที่สูงสุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร

นาทีนั้นไม่มีอะไรจะหยุดความร้อนแรงของเด็กหนุ่มคนนี้ได้อีกแล้ว

โอกาสครั้งใหญ่ในนามทีมชาติ

หลังจบฟุตบอลโลก 2002 ทีมชาติญี่ปุ่น ในฐานะเจ้าภาพร่วม ไปได้ไกลสุดเพียงแค่รอบ 16 ทีมสุดท้าย ทำให้เกิดการผ่องถ่ายครั้งสำคัญ และได้มีการมองหานักเตะเลือดใหม่เข้าสู่สารบบทีมชาติ และ เอ็นโด ดาวรุ่งที่มาแรงสุดในยุค ก็เป็นหนึ่งในนักเตะที่ได้รับโอกาสติดธงครั้งแรก

เกมแรกในนามทีมชาติ เกิดขึ้นนัดที่พบกับอาร์เจนติน่า เอ็นโด สวมเสื้อหมายเลข 18 ลงสนามในฐานะตัวสำรอง แทนที่ของ มิตซูโอะ โอกาซาวาระ ในช่วง 23 นาทีสุดท้าย แม้จะไม่สามารถต้านทานความแกร่งของแชมป์โลก 2 สมัยได้ แต่ก็เป็นก้าวแรกที่คุ้มค่า ของเด็กหนุ่มจากคาโกชิมะ รายนี้

สู่ตัวหลัก “ซามูไร บลูส์”

ฤดูกาล 2003 เอ็นโด กลายเป็นตัวหลักที่ขาดไม่ได้ของ กัมบะ โอซาก้า ภายใต้การกุมบังเหียนของ อากิระ นิชิโนะ ส่วนในสีเสื้อ “ซามูไร บลูส์” เขาก็มักถูกเรียกติดทีมอย่างสม่ำเสมอ และกลางปีนั้น ในฟุตบอลทีมชาติรายการ คอนเฟดเดอเรชั่นส์ คัพ เอ็นโด ก้าวขึ้นมาเป็นแกนหลักในทัวร์นาเมนต์ โดยลงสนามเป็นตัวจริงครบทั้ง 3 เกม พบกับ นิวซีแลนด์, ฝรั่งเศส และ โคลัมเบีย ให้หลังจากนั้นอีก 2 เดือน เจ้าตัวก็ได้เบิกสกอร์แรกในสีเสื้อทีมชาติ ในเกมอุ่นเครื่องที่พบกับไนจีเรีย ก่อนจะต่อยอดความมั่นใจ ไปสู่รายการ EAFF E-1 Football Championship ในช่วงปลายปี ที่ลงเล่นครบทุกนัดเช่นเดิม พร้อมพาญี่ปุ่น จบตำแหน่งรองแชมป์ ด้วยผลต่างประตูได้เสียที่น้อยกว่าเกาหลีใต้ 1 ลูก

เกียรติยศส่วนตัว และระดับชาติครั้งแรก

11 ผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปี เป็นเครื่องการันตีถึงความคงเส้นคงวา และสม่ำเสมอได้เป็นอย่างดี เพราะนั่นหมายถึงการที่นักเตะคนนึง จะต้องทำผลงานให้ดีตลอดทั้งฤดูกาล และนี่เป็นครั้งแรกของแข้งวัย 23 ปี ที่คว้ารางวัลนี้มาครองกับ กัมบะ โอซาก้า ในฤดูกาล 2003

กลางปี 2004 เอ็นโด ถูกเลือกเป็นหนึ่งในขุนพลทีมชาติญี่ปุ่น ชุดลุยศึกฟุตบอล เอเชียน คัพ ซึ่งเขาลงเล่นเป็นตัวจริงทุกนัดตั้งแต่รอบแบ่งกลุ่ม ก่อนจะมาพลาดโดนใบแดงในรอบรองชนะเลิศ และชวดลงเล่นรอบชิงชนะเลิศกับทีม แต่ถึงกระนั้นญี่ปุ่น ก็ยังประกาศศักดาคว้าแชมป์ระดับทวีปเอเชียมาครอง และเป็นแชมป์แรกอย่างเป็นทางการในนามทีมชาติของ เอ็นโด ก่อนจะกลับมาพา กัมบะ โอซาก้า จบอันดับ 3 ในลีกอีกครั้ง พ่วงด้วยรางวัล 11 ผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปี 2004

ความสำเร็จกำลังเริ่มก้าวเข้ามาหาเขามากขึ้นทุกที

แชมป์ประวัติศาสตร์

เอ็นโด นำ กัมบะ โอซาก้า เริ่มต้นฤดูกาล 2005 ด้วยการชนะเพียงเกมเดียวจาก 6 นัดแรก ก่อนจะมาเครื่องติดคว้าชัย 13 จาก 17 นัดต่อมา แม้ผลงานจะแผ่วลงอีกครั้งในช่วงท้าย แต่คู่แข่งแย่งแชมป์ก็พาสะดุดไม่ต่างกัน และจบฤดูกาลพวกเขาคือทีมที่ยืนหยัดในตำแหน่งสูงสุด พร้อมคว้าแชมป์ J1 ลีก สมัยแรกในประวัติศาสตร์สโมสร ด้วยการเก็บไปทั้งหมด 60 คะแนน มีแต้มทิ้งห่างทีมอันดับ 2-5 เพียง 1 คะแนนเท่านั้น และได้โอกาสเข้าแข่งขันฟุตบอล เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ครั้งแรกในปีถัดมา

ฟุตบอลโลกครั้งแรก

ความฝันของนักฟุตบอลทุกคนคือการได้เล่นให้กับทีมชาติ และเป้าหมายต่อไปคือการพาบ้านเกิดลงเล่นในฟุตบอลรายการที่ยิ่งใหญ่สุดของโลก หลังเคยคว้าแชมป์ เอเชียน คัพ มาแล้ว เอ็นโด ถูกเลือกเป็นหนึ่งใน 23 ขุนพลทีมชาติญี่ปุ่น ชุดลุยฟุตบอลโลก 2006 ที่ประเทศเยอรมัน ความฝันที่จะได้ลงเล่นเวิลด์คัพอยู่เพียงแค่เอื้อม แต่ทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่หวัง เมื่อตลอดทั้งทัวร์นาเมนต์ กองกลางวัย 26 ปี ทำได้เพียงนั่งดูเพื่อนอยู่ข้างสนาม โดยไม่ได้รับโอกาสลงเล่นแม้แต่นาทีเดียว โดย ซิโก้ กุนซือชุดนั้น เลือกใช้นักเตะอย่าง ฮิเดโตชิ นากาตะ, ทาคาชิ ฟุกุนิชิ และ จุนอิจิ อินาโมโตะ ลงสนามก่อนเขา และทีมชาติญี่ปุ่น ก็ไม่อาจต้านทานความแกร่งของคู่แข่งร่วมกลุ่มได้ ทำให้ต้องตกรอบแรกไปตามระเบียบ

นำยักษ์ใหญ่แห่งโอซาก้าเข้าสู่ยุคทอง

แม้จะอกหักจากฟุตบอลโลก แต่ เอ็นโด ทิ้งความผิดหวังไว้ และกลับมาพา กัมบะ โอซาก้า คว้าแชมป์ เจลีก คัพ ฤดูกาล 2007 ก่อนจะต่อยอดความยิ่งใหญ่ด้วยดับเบิ้ลแชมป์บอลถ้วยครั้งแรกของสโมสร ทั้ง เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก (2008) และ เอ็มเพอเรอร์ส คัพ (2008, 2009) พ่วงด้วยเกียรติยศส่วนตัวอีกมากมายทั้งนักเตะเอเชียแห่งปี นักฟุตบอลยอดเยี่ยมแห่งปี และ 11 ผู้เล่นยอดเยี่ยมแห่งปี พูดได้เต็มปากว่า เอ็นโด ได้ยกระดับตัวเองขึ้นเป็นนักเตะระดับซูเปอร์สตาร์ และทำให้ กัมบะ โอซาก้า ได้ชื่อว่าเป็นยักษ์ใหญ่ของเจลีก อย่างเต็มตัว

เติมเต็มความฝันในฟุตบอลโลก

ผ่านพ้นไป 4 ปีที่รอคอย เอ็นโด วัย 30 ปี กลับมาอีกครั้งในเวทีฟุตบอลโลก 2010 และตอนนี้เขากำลังอยู่ในช่วงพีคของอาชีพนักฟุตบอล พร้อมกับได้รับความไว้วางใจจาก ทาเคชิ โอกาดะ กุนซือทีมชาติญี่ปุ่น ให้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงครบทุกนัด โดยสามารถพาทัพ “ซามูไร บลูส์” ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย อีกครั้ง นับตั้งแต่ปี 2002 พร้อมกับทำได้ 1 ประตู จากลูกฟรีคิกเครื่องหมายการค้าใส่เดนมาร์ก ในรอบแบ่งกลุ่ม แม้อาจผิดหวังที่ไปไม่ถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย หลังพ่ายการดวลจุดโทษต่อปารากวัย แต่มันคือความผิดหวังที่เขายินดีรับ และได้มีส่วนร่วมกับทีมอย่างเต็มที่ ซึ่งปีถัดมา เขาก็สามารถนำทีมชาติญี่ปุ่น ผงาดคว้าแชมป์ เอเชียน คัพ 2011 มาครองได้อีกสมัย

จากจุดสูงสุดสู่จุดตกต่ำ

จากยักษ์ใหญ่ที่กวาดแชมป์ทั้งในประเทศและระดับทวีปมามากมาย กัมบะ โอซาก้า ต้องเผชิญกับความผิดหวัง เมื่อ อากิระ นิชิโนะ ตัดสินใจแยกทางกับทีมก่อนเปิดฤดูกาล 2012 และพวกเขาจบเพียงอันดับ 17 ของตารางในปีนั้น พร้อมกับร่วงตกชั้นสู่ลีกรองในปีถัดมา แต่ เอ็นโด เลือกที่จะอยู่สู้กับทีมต่อไป แม้จะมีข้อเสนอมากมายที่ยื่นเข้ามา หวังให้เขาลงเล่นใน J1 ลีก ต่อก็ตาม

กลับมาผงาดในลีกสูงสุด

หลังร่วงตกชั้นเพียงปีเดียว ฤดูกาล 2013 เอ็นโด นำ กัมบะ โอซาก้า คว้าแชมป์ J2 ลีก พร้อมเลื่อนชั้นกลับสู่ลีกสูงสุดอีกครั้ง ก่อนจะกวาดทริปเปิ้ลแชมป์ J1 ลีก, เจลีก คัพ และ เอ็มเพอเรอร์ส คัพ 2014 ได้ทันทีในฐานะน้องใหม่ เป็นการประกาศกร้าวว่าพวกเขากลับมาแล้ว และนับตั้งแต่นั้นมา กัมบะ โอซาก้า ก็ยังไม่เคยตกชั้นอีกเลย

นักเตะที่ลงเล่นมากสุดใน J1

4 กรกฎาคม 2020 เอ็นโด วัย 40 ปี จารึกสถิติใหม่ให้กับวงการฟุตบอลญี่ปุ่น เมื่อลงเล่นใน J1 ลีก นัดที่ 632 ซึ่งเป็นสถิตินักเตะที่ลงเล่นใน J1 ลีก มากสุดตลอดกาล แซงหน้า เซโกะ นาราซากิ อดีตผู้รักษาประตู นาโกย่า แกรมปัส

บั้นปลายเส้นทางลูกหนัง กับยักษ์หลับแห่งชิซูโอกะ

ตุลาคม 2020 กัมบะ โอซาก้า แถลงข่าวใหญ่แบบช็อคสาวก “เด็กสายฟ้า” ไม่น้อย เมื่อพวกเขาตัดสินใจปล่อยตัว เอ็นโด ไปร่วมทัพ จูบิโล่ อิวาตะ อดีตแชมป์ J1 ลีก 3 สมัย ที่ฤดูกาลนั้นยังลงเล่นอยู่ในลีกรอง ด้วยสัญญายืมตัว ก่อนจะย้ายมาด้วยสัญญาถาวร ในปี 2021 ปิดฉาก 20 ปี ในถิ่น พานาโซนิค สเตเดี้ยม ซุอิตะ ด้วยผลงานลงสนามในลีก 605 นัด ยิง 98 ประตู กวาดโทรฟี่แชมป์ ไปทั้งหมด 12 ใบ พ่วงด้วยรางวัลส่วนตัวอีกนับไม่ถ้วน เหลือทิ้งไว้เพียงตำนานจอมเตะลูกนิ่ง หมายเลข 7 และฉายา “มิสเตอร์ กัมบะ” ให้แฟนบอลได้จดจำ

ความท้าทายกับน้องใหม่หน้าเก่าบนลีกสูงสุด

ในถิ่น ยามาฮ่า สเตเดี้ยม อิวาตะ เอ็นโด สวมเสื้อหมายเลข 50 พา จูบิโล่ อิวาตะ ลงเล่นในลีกรองอยู่ 2 ฤดูกาล ก่อนนำอดีดทีมยักษ์ใหญ่ เถลิงบัลลังก์แชมป์ J2 ลีก ในฤดูกาล 2021 พร้อมกับเลื่อนชั้นกลับสู่ J1 ลีก อีกครั้ง ในฤดูกาล 2022 โดยการคัมแบ็คสู่ลีกสูงสุดครั้งนี้ เป้าหมายของกองกลางวัย 42 ปี คือการพาน้องใหม่หน้าเก่า อยู่รอดปลอดภัย และที่สำคัญเขาได้มีโอกาสดวลกับ กัมบะ โอซาก้า ต้นสังกัดเก่าเป็นครั้งแรก

โดยปัจจุบัน (กันยายน 2022) จูบิโล่ อิวาตะ สถานการณ์ไม่สู้ดีนัก เมื่อรั้งอันดับสุดท้ายของตารางคะแนน ลงสนามไป 27 นัด ชนะ 5 นัด เสมอ 8 นัด และแพ้ 14 นัด มี 23 แต้ม ห่างจากโซนปลอดภัยอยู่ 5 คะแนน ในขณะที่เหลือการแข่งขันอีกเพียง 7 นัด

ไม่ว่าเจ้าตัวจะลงเล่นอีกกี่ปี แต่เขาได้กลายเป็นตำนานของวงการลูกหนังญี่ปุ่น ที่แฟนบอลและนักเตะรุ่นหลังจะต้องรู้จัก และนำมาเป็นแบบอย่างไม่มากก็น้อย

ยาซูฮิโตะ เอ็นโด

Credits :
https://data.j-league.or.jp/SFIX04/?player_id=4381
https://www.transfermarkt.com/yasuhito-endo/erfolge/spieler/27513


iReallyLikeFootball.com เว็บไซต์ คอลัมน์ฟุตบอล บทความฟุตบอล ข่าวฟุตบอล สร้างสรรค์ผลงานจากความตั้งใจ โดยกลุ่มคนที่รักและชอบฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจ

“Football can make a friend, can make a life”

::::: ต้องการติดต่อสอบถามหรือขอลงโฆษณา :::::

แอด LINE : @803toskz หรือคลิกลิงค์นี้ http://nav.cx/omAqg0Q