มีสำนักหมอดูแถวบ้านผู้เขียนเจ้าหนึ่ง เขียนว่า “เก่งสู้เฮงไม่ได้” คิดถึงทีมชาติฮอลแลนด์ขึ้นมาในฉับพลัน ทีมอะไรกัน สตาร์ล้นชาติ ความสามารถก็เหลือล้น หากจะกล่าวย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ลูกหนังระดับนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นฟุตบอลยูโร หรือแม้แต่ในศึกฟุตบอลโลก ปีแล้ว ปีเล่า เรามักจะพบว่าพลพรรค “ออเรนจี” ต่างวาดลวดไม้ลายมือลงบนสนามที่พวกเขาได้รับโอกาสแสดงผลงาน สนามแล้วและสนามเล่า แต่พวกเขาไม่เคยได้ชื่อว่า “แชมป์โลก” เลย อย่างดีที่ใกล้ที่สุดก็คือรองแชมป์โลก เผอิญสวรรค์ไม่ได้ยุติธรรมอะไรขนาดนั้น อย่างไรก็ตาม เราก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ชาวดัตซ์ฝากตำนานเอาไว้บนสนามหญ้ามากมายเพียงใด

“ออเรนจี” (อีกฉายาหนึ่งของ “อัศวินสีส้ม” ทีมชาติฮอลแลนด์)

ไม่ได้เพิ่งมาเก่งเมื่ออยู่ในนามทีมชาติ

ชื่อของโยฮัน ครัฟฟ์ ไรนุสส์ มิเชลล์ รุด โครล และ อาร์เยน ร็อบเบน  นั้น แม้เล่นฟุตบอลกันคนละยุคคนละสมัย แต่ก็ทำให้แผนที่ประเทศฮอลแลนด์นั้นปรากฏสู่สายตาของแฟนบอลอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าความสำเร็จของฮอลแลนด์จะผ่านไปเป็นระยะเวลานับขวบสิบปีแล้วก็ตาม แต่ในฐานะแฟนบอล เราคงไม่ลืมนักเตะเทวดาเหล่านี้ และพวกเขากลายเป็นบทสนทนาในวงบอลอย่างครึกครื้นทุกทีไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงนักเตะฮอลแลนด์แล้ว จะไม่พูดถึงต้นกำเนิดของพวกเขาคงไม่ได้ เพราะความยิ่งใหญ่ของนักเตะฮอลแลนด์ไม่ได้เพิ่งมาเริ่มตอนอยู่ในสนามนานาชาติ แต่มันเคยเกิดขึ้นมาแล้วในนามสโมสร ซึ่งผู้เขียนขออนุญาตพาคุณ “ย้อนกลับไป” ในสมัยที่สโมสรในฮอลแลนด์อยู่บนจุดสูงสุดแห่งยุโรป

ขอเชิญพบกับแชมป์ของยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ปี 1995 “อาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัม” ในปีนั้น อาแจกซ์ชนะเอซี มิลาน ไปด้วยสกอร์ 1-0 ซึ่งทั้งสองเคยอยู่ร่วม Group D ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เหมือนกัน แต่อาแจกซ์โขยกมิลานไป-กลับ ด้วยสกอร์เดียวกัน คือ 2-0 ทั้งสองนัด

ลุงหนวดนรกแตก และลูกทีมแถวบ้านเค้า

ท่ามกลางสโมสรระดับท็อปของโลกใบนี้ ที่มีนักเตะจากหลายชาติเดินขวักไขว่ไปมาในสโมสร เชื่อไหมครับว่า ทีมที่ก้าวขึ้นไปคว้า “บิ๊กเอียร์” ได้ในปี 1995 นั้น ใช้ผู้เล่นต่างชาติเพียงแค่ 3 ราย จากตัวผู้เล่นทั้งหมด 26 ราย ไม่เพียงเท่านั้น ผู้ทำประตูได้ในนัดชิง คือเด็กหนุ่มอายุยังไม่ถึง 19 ปี ที่ชื่อ แพทริค ไคลเวิร์ต

ความมหัศจรรย์ของเด็กนรกแตกของหลุยส์ ฟาน กัล ในสโมสรนั้นเป็นที่กล่าวขานอย่างมาก เพราะนอกจากคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แล้ว พวกเขายังคว้าแชมป์เอเรดิวิซี่ได้แบบ “ไร้พ่าย” และเก็บไปได้ถึง 61 แต้ม (ชนะ 27 เสมอ 7 แพ้ 0 ระบบคิดคะแนน ชนะได้ 2 คะแนน เสมอได้ 1 คะแนน) รวมถึงคว้าถ้วยโยฮัน ครัฟฟ์ (ระบบการตัดสินคล้ายคอมมูนิตี้ ชิลด์ ของอังกฤษ) ไปแล้วตั้งแต่ต้นฤดูกาล จะมีเพียงถ้วย KNVB Beker เท่านั้น ที่พลาดให้กับเฟเยนูร์ด ในช่วงต่อเวลาของรอบ 8 ทีมสุดท้าย อย่างไรก็ดี จะไม่ใส่ไว้รวมกับบทความหลัก เพราะบทความนี้จะอธิบายเกี่ยวกับความเป็นนักเตะฮอลแลนด์เป็นหลัก

สามรายนั้นคือ ยารี่ ลิตมาเน่น กลางรุกจากฟินแลนด์, เอ็นวานโก้ คานู กองหน้าดาวรุ่ง และฟินิดี้ จอร์จ ปีกขวาวัย 24 ปี

ยังไม่จบ!! ก็เป็นทีมเดียวกันนี้เอง ที่ปล่อย “ดิ ไอซ์เบิร์ก” เดนนิส เบิร์กแคมป์ ให้กับอินเตอร์ มิลานไปเมื่อ 2 ปีก่อน (1993) ก่อนที่เขาจะพัฒนาฝีมือ สร้างชื่อ ก้าวขึ้นเป็นเพลย์เมคเกอร์ระดับโลก ทั้งเป็นตำนานแห่งฮอลแลนด์ให้กับ “ไอ้ปืนใหญ่” ได้เล่าขานมาจนทุกวันนี้ เพราะหลังจากที่เบิร์กแคมป์คว้าแชมป์ยูฟ่าคัพกับอินเตอร์มาก่อนหน้าแล้ว ในปี 1998 เขาย้ายไปร่วมทีมกับอาร์เซนอล ด้วยค่าตัว 11.25 ล้าน พาอาร์เซนอลคว้าแชมป์ลีกและเอฟเอคัพทันที พ่วงด้วยรางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมจากนักฟุตบอลแห่งปีของสมาคมผู้สื่อข่าวฟุตบอล (FWA) และรางวัลนักฟุตบอลดาวรุ่งยอดเยี่ยมแห่งปีของสมาคมนักฟุตบอลอาชีพ (PFA) ปิดท้ายด้วยการใส่แฮตทริคแรกของตัวเองในนัดเสมอเลสเตอร์ ซิตี้ 3-3

หากคุณจำได้ มีครั้งหนึ่งที่เขาใช้ทักษะเท้าทั้งสอง และไหวพริบของตัวเอง ดึงบอลลงจากการวาง 60 หลาของ แฟรงค์ เดอ บัวร์ ลงไม่ห่างตัว แต่งด้วยเท้าซ้าย หลบ โรเบอร์โต้ อยาล่า หนึ่งจังหวะ และยิงเต็มแสกหน้าโกล คาร์ลอส โรอาร์ ด้วยเท้าขวา ส่งฮอลแลนด์เข้ารอบรองชนะเลิศด้วยผล 2-1 ไม่ว่าผ่านไปนานเท่าใด คลิปนี้ยังคงสวยงามเสมอ

นี่คือการเปิดตัวที่ยิ่งใหญ่ในปีแรกของเขา ไม่เพียงเท่านั้น ในอีกหลายปีต่อมา เขายังคงยืนยงอยู่ในชุด “ไร้พ่าย” ของอาร์เซนอลเมื่อฤดูกาล 2003/2004 ด้วย ก่อนจะแขวนสตั๊ดไปเมื่อฤดูกาล 2006/2007

และไม่ว่าจะเป็น 23 คนจากทีมชาติ หรือเบิร์กแคมป์ แนวรุกอัจฉริยะที่สั่นสะเทือนวงการพรีเมียร์ลีก สองตัวอย่างนี้ก็แสดงให้เห็นถึงความเหนือชั้นที่คนฮอลแลนด์อวดต่อสายตาของมหาชนทั่วโลกแล้ว แต่ถามว่าวีรกรรมของออเรนจีหมดเท่านี้ไหม ก็คงตอบว่าไม่  อย่าลืมว่าออเรนจีไม่ได้ประกอบด้วย “ลุงหนวด” แค่ทีมเดียว

สีสัมในกล่องความทรงจำ ฟุตบอลโลก 1998

เปิดหัวมาด้วยทีมชาติฮอลแลนด์จบเพียงอันดับที่ 4 ในการแข่งขันทัวร์นาเมนต์นั้น แถมมีผู้เล่นโดนใบแดงโดยตรงตั้งแต่นัดแรกที่เซิ้งแข้งอีก และคนนั้นก็คือ แพททริค ไคลเวิร์ต คนเดียวกับฮีโร่ที่พาอาแจกซ์เฉือนเอซี มิลาน เมื่อปี 1995 ถูกใบแดงในนัดเปิดสนามเจอกับเบลเยียม

แม้ว่ามนต์วิเศษของฮอลแลนด์ที่เกิดจากความสามารถของนักเตะในปีนั้นมีอยู่อย่างมากมาย แต่พอหลังจากปี 1998 ไป ความสำคัญของแทคติกนั้นก็กลับก้าวเข้ามาและมีบทบาทสำคัญ ดังที่ท่านจะเห็นได้จากแผน “หลังห้า” ของบราซิล หรือแม้แต่การ “รุมกินโต๊ะ” ของเดนมาร์ก เราเคยกล่าวถึงแผนหลังห้าของบราซิลไปแล้ว ขอมาอธิบายถึงเดนมาร์กหน่อย…

ในปี 2002 นั้น เดนมาร์กอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับเซเนกัล อุรุกวัย และฝรั่งเศส ใครเห็นก็กาว่าฝรั่งเศสแชมป์กลุ่ม อุรุกวัยที่สอง ฝรั่งเศสมีซีดาน มีอองรี ยูริ จอร์เกฟฟ์ แผงตรงกลางก็มี โคล้ด มาเกเลเล่ อุรุกวัยยิ่งแล้วใหญ่ ดาริโอ้ ซิลวา เซบัสเตียน อาบลูว์ อัลวาโร เรโคบา ล้วนแต่ออกไปสำแดงเดชข้างนอกลีก แต่ผลสุดท้ายกลับไม่เป็นเช่นนั้น ฝรั่งเศสเก็บได้เพียง 1 แต้มจาก 3 เกม และอุรุกวัยดีกว่าหน่อยหนึ่ง ได้ 2 แต้ม พวกเขาตกรอบทั้งคู่ และที่เซอไพรส์กว่า แชมป์กลุ่มกลายเป็นของเดนมาร์ก!! เคล็ดลับของมอร์เท่น โอลเซ่น ผู้จัดการทีมเดนมาร์กในขณะนั้นคืออะไร เกรงว่าตอนนี้ชายชราวัย 73 อาจตอบคำถามนี้ให้ท่านไม่ได้ แต่คลิปวีดีโอตอนนั้นอาจตอบได้…

จากคลิปวีดีโอนั้น คล้ายนักเตะเดนมาร์กรู้ว่าตัวเองผลิตซีดานคนที่สองไม่ได้ แต่ทำหมันซีดาน…ไม่ให้ซ่าในสนามได้ เมื่อซีดานได้บอล สิ่งที่นักเตะเดนมาร์กทำ คือการเข้าเพรสซิ่งเร็ว รวมไปถึงการวิ่งไล่กำกับเส้นทางที่ซีดานจะออกบอลได้ เทพเจ้าแล้วไง เดนส์กลัวอะไรมัน!! ผลลัพธ์คือ เทพเจ้าล้มลงคามือนักเตะแดนโคนมด้วยผลสกอร์ 2-0 ช็อกสายตาคนทั้งโลก ที่ไม่คิดว่าแชมป์เก่าจะตกรอบแรกได้เร็วขนาดนี้ ผลลัพธ์นี้ถ้าให้แบ่งความชอบ ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะความขยันของนักเตะด้วย ที่พยายามปิดไม่ให้ป้อมปืนฝรั่งเศสติดล้อขึ้นมายิง หรือแม้แต่จ่ายบอลวิถีไกลแม่นๆ ให้กับเพื่อนร่วมทีมได้โดยง่าย แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะแผนของชายวัยกลางคน (ซึ่งตอนนี้วัย 73) ที่ใข้แผน 4-3-1-2 อัดกลางและหลังจนแน่น จากนั้นฉวยโอกาสทำประตูจากการ Counter Attack ซึ่งเรียกได้ว่าทำได้ดีทั้งเกมรุก และเกมรับ

ในฟุตบอลโลกปี 1998 ฮอลแลนด์พบกับเม็กซิโก เบลเยียม และเกาหลีใต้ ในกลุ่ม E

นัดแรก

ฮอลแลนด์เสมอกับเบลเยียมไป 0-0 แต่ฮอลแลนด์ดูขาดทุนไปถนัดตาเพราะใบแดงไดเร็กต์ (ใบแดงโดยตรง มีผลให้ต้องออกจากสนามในเกมนั้นทันที และถูกห้ามมิให้ลงสนามถัดไปอีก 3 เกมการแข่งขัน) แรกของกลุ่มได้เกิดขึ้น จากการที่แพทริค ไคลเวิร์ต ใจร้อนไป(ไม่)หน่อย สาวศอกใส่ลอเรนโซ
สตาเลนส์ และต้องออกไปอาบน้ำในนาทีที่ 82 ของการแข่งขัน

นัดที่สอง 

เกมแรกจากสามเกม ที่ไม่มีแพทริค ไคลเวิร์ต…

ฟิลลิป โคคู มาร์ค โอเวอร์มาร์ส เบิกสกอร์ได้ในครึ่งแรก และในครึ่งหลัง พวกเขาได้อีกสามตุงจากเดนนิส เบิร์กแคมป์ ฟิแอร์ ฟาน ฮอยดองค์ และโรนัลด์ เดอ บัวร์ ฮอลแลนด์ 5 – 0 เกาหลีใต้ เล่นโหดร้ายกว่าเดิมอีก…ตกลงพี่เก่ง หรืออีกทีมมันไม่เป็นโล้เป็นพาย

นัดที่สาม

เกมที่สองจากสามเกม ที่ไม่มีแพทริค ไคลเวิร์ต…

ฮอลแลนด์ 2 – 2 เม็กซิโก ฮอลแลนด์คว้า 5 แต้ม ผลต่างประตู +3 เข้ารอบในฐานะแชมป์กลุ่ม เม็กซิโกคว้า 5 แต้มเช่นกัน แต่ผลต่างประตูได้น้อยกว่า 1 ลูก เข้าไปในฐานะรองแชมป์กลุ่ม

อย่างไรก็ตามเกมนี้ให้คุณมากไปกว่าการแข่งขัน เพราะคุณจะได้เห็นทั้งจุดแข็ง และจุดอ่อนของฮอลแลนด์บอยส์ในเกมเดียวกัน และอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขาถูกเขี่ยตกรอบก่อนรอบชิง เราตัดมาดูเวลาประมาณนาทีที่ 70 ฮอลแลนด์ยังนำ 2-0 จากการทำประตูของฟิลลิป โคคู และโรนัลด์ เดอ บัวร์ คนละตุง ทุกอย่างยังอยู่ในความควบคุมของอัศวินสีส้ม ฮอลแลนด์กำลังจะถือ 7 แต้ม เข้าป้ายในฐานะแขมป์กลุ่ม

นาที 75 ริการ์โด เปลาซ โหม่งลูกโด่งจากเจอร์มัน วิลล่า เข้าประตู

นาที 90 หลุยส์ เอร์นานเดซ กวาดเท้าซ้ายปาดบอลจากแรงศีรษะของริการ์โด เปลาซ เข้าประตู

เข้ารอบในฐานะแชมป์กลุ่มก็จริง แต่ก็ไม่มีอะไรน่ายินดีเลย ว่ากันจริงๆ เกมนี้เหมือนแพ้ไปแล้วด้วยซ้ำ

นัดที่สี่

เกมนัดสุดท้ายที่ไม่มีแพทริค ไคลเวิร์ต…

ทีมชาติฮอลแลนด์ 2 – 1 ยูโกสลาเวีย แม้ว่าเดนนิส เบิร์กแคมป์ และเอ็ดการ์ ดาวิดส์ จะช่วยกันคนละตุงแล้ว แต่แผลเผ็ดร้อนที่จาราปิโน่เปิดไว้มันเป็นรอยชัดไป… ใครเห็นต่างก็รู้สึกได้ จากที่ยูโกสลาเวียเคยเล่น 4-4-2 Double 6 หรือที่เราเรียกกันติดปากว่าระบบ 4-2-4 มาตลอดสามเกม มาคราวนี้พวกเขาจัด 4-3-2-1 รับหน้าอัศวินสีส้มทันที สงสัยไปดูเดนมาร์กเกมสุดท้ายมาแน่ๆ แม้จะแพ้ไป 2-1 แต่ก็สู้ได้สมศักดิ์ศรีกับฝรั่งเศส ว่าที่แชมป์โลกในปีนั้น แรกๆ มันก็ใช้ได้ผล แม้แฟรงค์ เดอ บัวร์ จะส่งให้เดนนิส เบิร์กแคมป์ซัลโวด้วยขวา พุ่งผ่านตาข่ายที่อิวิก้า คราลจ์ เฝ้าอยู่นำไปก่อน 1-0 ในนาที 38 แต่ดราแกน สตอยโควิช ก็ปาดฟรีคิกเสนอบอลให้กับศีรษะของ สโลโบดัน คอมัลเยโนวิช โขกตีเสมอได้ในช่วงแรกของครึ่งเวลาหลัง น่าเสียดายว่าใช้ได้ไม่สุด

เกมทำท่าว่าจะเสมอกันและต้องต่อเวลาอยู่แล้ว แต่ในนาทีที่ 90+2 “เดอะ พิตบูลส์” เอ็ดการ์ ดาวิดส์ ก็ซัลโวระยะไกลด้วยเท้าซ้าย ส่งอัศวินสีสัมไปต่อในรอบ 8 ทีมสุดท้ายจนได้ นี่คือแผลที่สามที่ยูโกสลาเวียฝากไว้ให้คู่แข่งรอบต่อไป…อาร์เจนตินา ช่วยดับแค้นให้หน่อย

นัดที่ห้า

แพทริค ไคลเวิร์ต กลับมาจับคู่กับเดนนิส เบิร์กแคมป์ ส่วนคู่แข่งของพวกเขาคือ “ฟ้าขาว” อาร์เจนตินา ที่นำทัพโดย “บาติโกล” กาเบรียล บาติสตูต้า “เบอร์ริโต้” อาเรียล ออเตก้า และ “เอล โชโล่” ดิเอโก้ ซิเมโอเน่ ศิลปินลูกหนังครบครัน พวกเขาปรับเกมจาก 3-5-2 เข้ามาเป็น 3-1-4-2 แพ็คแนวรับตรงกลางไว้อย่างแน่นหนา วางมาเทียส อัลเมด้า เอาไว้เป็นกลางรับ ทั้งที่ไม่เคยใช้แผนกลางรับมาก่อนในทัวร์นาเมนต์นี้ ทั้งเกรงกลัว และอยากชนะให้ได้ ถึงยอมทิ้งความภูมิใจที่ผ่านมา เก้าคะแนนจากรอบคัดเลือกแล้วไง ชนะอังกฤษแบบไม่เสียประตูแล้วไง คนเราถ้าไม่ปรับตัว มันก็ไปต่อไม่ได้

ทำดีแล้วครับ…แต่ยังไม่ดีพอที่จะหยุดพวกเขา ฮอลแลนด์ 2 – 1 อาร์เจนตินา แพทริค ไคล์เวิร์ต ช้อนเท้าขวารับโหม่งตั้งของเดนนิส เบิร์กแคมป์ ผ่านคาร์ลอส โรอา เข้าไปเป็นประตูขึ้นนำ 1-0 ตั้งแต่นาทีที่ 12 อย่างไรก็ดี แผลมันก็ยังเป็นแผล เคลาดิโอ โลเปซ อัดเท้าซ้ายหลังรับบอลจากฮวน เซบาสเตียน เวรอน ตามตีเสมอได้ในนาทีที่ 17 หลังของฮอลแลนด์มีปัญหาจริงๆ นับจากนัดชนะเกาหลีใต้มา พวกเขาถูกย้อนแผลได้ทุกนัด ไม่มีคลีนชีทให้สำหรับอัศวินสีส้ม

อย่างไรก็ตาม พระเอกมักโชว์เทพได้ในตอนจบ ครั้งนี้ก็เช่นกัน…กับลูกแสกหน้าที่สวยงามของเดนนิส เบิร์กแคมป์ ในนาที 89 พระเอกยังคงรอดตัวอีกครั้ง เข้าไปสู่รอบสี่ทีมสุดท้าย 

นัดที่หก

แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนไปสำหรับ 11 ผู้เล่นของฮอลแลนด์ ส่วนมาริโอ ซากัลโล กุนซือทัพแซมบ้า อาจเริ่มคิดแล้วว่า “ถ้าเปลี่ยนแทคติคไป จะเหมือนกับเจ้าสองคนนั้นไหม”

“อย่ากระนั้นเลย เชื่อในแผนที่มีดีกว่า โด้อ้วนก็มี คาร์ลอสกีมี เบเบโต้ก็มี ถ้าไม่เชื่อพวกเขา ฉันจะเอาลงทำไมตั้งหลายนัด” ผลสุดท้ายคือแผนเดิม…4-4-2 Double 6 เช่นเดียวกันกับฮอลแลนด์ เหมือนนัดนี้ใช้วัดกันว่า ใครจะดึงศักยภาพแผนนี้ออกมาได้สูงสุด ฮอลแลนด์ 1-1 บราซิล

โรนัลโด้ นาซาริโอ้ ซัลโวบอลที่รับมาจากริวัลโด้ด้วยเท้าซ้าย ส่งบราซิลขึ้นนำ 1-0 ในนาทีที่ 46 ไม่เพียงแต่ความดึงดันใช้แผนเดิมของพวกเขาประสบผล ยังคงเป็นการปาดแผลที่ห้าลงไปให้ฮอลแลนด์ด้วย พวกเขามีปัญหากองหลังไม่แน่นมาตั้งแต่ไหนแต่ไร…วันนี้ก็โดนอีก และแถมยังโดนก่อน แต่พระเอกมันตายยากว่ะคุณ…

แล้วอัศวินสีส้มก็เป็นพระเอกของเรื่องนี้…จะเป็นตายอย่างไรก็ต้องได้มีซีนสักหน่อย แม้ต้องรอถึงสี่สิบนาที พวกเขาก็ทำได้สำเร็จ เป็นแพทริค ไคลเวิร์ต คนเดิม ที่รับลูกครอสจากโรนัลด์ เดอ บัวร์ โขกเข้าประตูไปในนาทีที่ 87 เก้าสิบนาทีหมดไปแล้ว เข้าสู่การต่อเวลา การต่อเวลาเริ่มขึ้นและจบลง ยังไม่มีใครชนะ จึงต้องตัดสินถึงฎีกา…

ฮอลแลนด์ 3-5 บราซิล ฟิลลิป โคคู และโรนัลด์ เดอ บัวร์ ยิงไม่ผ่านมือเคลาดิโอ ทัฟฟาเรล ขณะที่สี่มือปืนของบราซิล โรนัลโด้ ริวัลโด้ เอเมอร์สัน ดุงก้า ยิงเข้าทั้งหมด ทักษะที่มีช่วยได้แค่โอเพ่นเพลย์…ไม่มีคำนั้นให้กับจุดโทษโดยแท้ อัศวินสีส้มไปลุ้นต่อในอันดับที่ 4 แต่ก็ได้อันดับที่ 4 จากการแพ้อีกครั้งในนัดที่เจ็ด  ด้วยผลสกอร์ 2-1 ให้กับโครเอเชีย ที่มีดาวอร์ ซูเคอร์ ดาวซัลโวประจำทัวร์นาเมนต์เป็นพระเอกของทีม

บทสรุป

เรื่องราวของอัศวินสีส้มในทัวร์นาเมนต์ 1998 ปิดม่านลงแต่เพียงเท่านี้ ทิ้งไว้แต่เพียงอภินิหารและความเก่งกาจของทีมที่ว่ากันว่าดีที่สุดในโลก ให้แก่การแข่งขันทั้งเจ็ดนัดต่อไป…

Original & Credit : https://thesefootballtimes.co/2019/12/18/greatness-without-glory-the-holland-at-france-98/


iReallyLikeFootball.com เว็บไซต์ คอลัมน์ฟุตบอล บทความฟุตบอล ข่าวฟุตบอล สร้างสรรค์ผลงานจากความตั้งใจ โดยกลุ่มคนที่รักและชอบฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจ

“Football can make a friend, can make a life”

::::: ต้องการติดต่อสอบถามหรือขอลงโฆษณา :::::

แอด LINE : @803toskz หรือคลิกลิงค์นี้ http://nav.cx/omAqg0Q