ม้าลายมีผิวสีดำ และมีแถบลายสีขาวพาดผ่าน แต่ในสามัญสำนึกของคนทั่วไป ม้าลายยังคงประกอบไปด้วยสองสี คือสีขาว และสีดำ ซึ่งมีความสำคัญกับสัตว์ตัวนี้อย่างเท่าเทียม เพราะหากขาดสีใดไป ย่อมไม่ใช่ม้าลาย

“ม้าลาย” ในสังเวียนลูกหนัง หรือสโมสรฟุตบอลยูเวนตุส เอฟซี (Juventus F.C.) ก็เป็นเช่นนั้น ยูเวนตุสไม่เคยร้างจากมิดฟิลด์ ตัวรุก ชั้นดี ซึ่งเป็นเสมือนแถบ สีขาว ของม้าลาย ไม่ว่าจะเป็น พาเวล เนดเวด โรแบร์โต้ บาจโจ้ พอล ป๊อกบา หรือแม้แต่มิดฟิลด์รุ่นใหม่ เช่น เวสตัน แมคเคนนี่ย์ หรือ อาเดรียน ราบิโอต์ และไม่เคยร้างจากมิดฟิลด์ ตัวรับ ซึ่งเป็นเสมือนผิว สีดำ ของม้าลาย ไม่ว่าจะเป็น มาร์โก้ ทาร์เดลลี่ คาร์โล ปาโดล่า เคลาดิโอ มาร์คิซิโอ้ อันเดรีย์ ปิร์โล่ หรือแม้แต่รุ่นใหม่อย่าง เดนนิส ซากาเรีย อดีตหัวใจแนวรับของยอดทีมเยอรมนี อย่างโบรุสเซีย มึนเซนกลัดบัค หรือ มานูเอล โลคาเตลลี่ ของซาสซูโอโล่ ที่ฉายแสงระยับจับใจ จนม้าลายต้องไปสู่ขอมาใช้ชีวิตร่วมกัน

ม้าลายเป็นเช่นนั้นอยู่เสมอ…

นับตั้งแต่ปี 2011-2022 ยูเวนตุสไม่เคยจบซีซั่นด้วยอันดับต่ำกว่าสี่ มาสิบกว่าปี สิ่งนี้อาจเป็นเหตุผลหนึ่งในล้านแปด ที่ทำให้ยูเวนตุสยังคงเป็นทีมที่น่าเกรงขาม และยืนอยู่ในโซนหัวตารางได้อย่างยาวนานนับทศวรรษ อย่างไรก็ดี วันนี้ผู้เขียนจะพาทุกท่านย้อนเวลากลับไปร่วมยี่สิบปี กลับไปสู่ช่วงที่ม้าลายมีสีขาวอันไร้เทียมทาน และสีดำอันแข็งแกร่ง จากการรังสรรค์ของคู่มิดฟิลด์ทองคำ

ซีเนอดีน ซีดาน และเอ็ดการ์ ดาวิดส์

ซีเนอดีน ซีดาน : แถบขาวแห่งม้าลาย

ถ้าจิตรกรกลายเป็นผู้ปั้นแต่งนักฟุตบอลขึ้นมา ซีเนอดีน ซีดาน คงเป็นผลงานชิ้นเอกที่จิตรกรท่านนั้นรังสรรค์ขึ้นมาอย่างสุดความตั้งใจ ผลงานชิ้นโบแดงที่ให้ทำซ้ำอีกกี่ครั้งก็ไม่มีทางได้ผลเหมือนเดิม

ทุกท่านคงได้เห็นฝีเท้าและเวทมนตร์ของเขาแล้วเมื่อฟุตบอลโลกฟรองซ์ 98 หลังจากนักเตะเทวดาองค์นี้ย้ายจากบอร์กโดซ์มาด้วยราคา 3.5 ล้านยูโร (ในฤดูกาล 1996/1997) ผลงาน 7 ประตู 11 แอสซิสต์ ก็ส่ง “ม้าลาย” ขึ้นเถลิงบัลลังก์เซเรีย อา ได้อย่างน่าประทับใจ แม้ทิ้งปาร์ม่าเพียง 2 คะแนน แต่อันดับไม่เคยตกลงจากเลข “1” เลย ตั้งแต่เกมที่สิบเอ็ดเป็นต้นมา

อย่างที่ได้กล่าวไว้ ซีดานเป็นผลงานชิ้นเอกอย่างแท้จริง เพราะไม่ว่าจะมีลูกบอลอยู่กับตัวหรือไม่ก็ตาม
สิ่งที่เทพเจ้าฟุตบอลแห่งฝรั่งเศสทำมาตลอดอยู่ในค่ายตูริน ก็คือการร่อนพริ้วไปทั่วทั้งสนามด้วยสองเท้า (แต่คนทั่วไปอาจมองเห็นว่าเท้าของเขาแทบไม่เคยติดพื้นเลย) บรรเลงชั้นเชิงบอลที่ดูเหมือนง่ายไปเสียหมด และในบางครั้ง เทพองค์นี้ก็กลายเป็นนักลีลาศที่โยกย้ายไปตามความรู้สึก ทว่ามีความหมายลึกซึ้ง จากการเคลื่อนไหวไปมาระหว่างผู้เล่นทั้งหลาย เข้าแย่งบอลด้วยท่วงท่านักบัลเล่ต์ และความไม่กลัวเกรงตามสไตล์ฝรั่งเศส ที่พาตัวเข้าสู่พื้นที่ในสนาม หลบพ้นการสกัดของผู้เล่นที่ขวางทาง กดบอลลงด้วยเท้า และจบด้วย “รูเล็ต” (หรือซีดานเทิร์น) พาบอลหนีจากการกลุ้มรุมของนักเตะฝ่ายตรงข้ามไปได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่เพียงเท่านั้น ในยามที่เทพเจ้าจับบอล บอลสงบนิ่งนุ่มนวล ปลายเท้าที่บังคับบอล และพาไปข้างหน้าตามพระประสงค์ของเทพเจ้า แน่วแน่ และไม่ผิดพลาด…

นั่นล่ะ…แถบขาวของม้าลายตูรินที่น้อยคนนักจะทำให้สีขาวนั้นเลอะเปรอะเปื้อนได้

ความคาดหวังของคนต่อคนนั้นว่ามากแล้ว…ความคาดหวังของคนต่อสิ่งเหนือธรรมชาตินั้นยิ่งสูง แม้เรารู้กันว่า ซีดานก็เป็นนักฟุตบอลคนหนึ่ง แต่ความสามารถและทักษะอันเอกอุ ย่อมไม่แปลกที่จะถูกคาดหวัง ยิ่งไปกว่านั้น ไอ้คนที่มีความสามารถและทักษะเอกอุนั่น เมื่อสี่ปีก่อนเป็นใครก็ไม่รู้ วันนี้กลับกลายมาเป็นตัวแทนของประเทศ ไม่ต้องพูดเลยว่าความคาดหวังจะสูงปรี๊ดขนาดไหน ในสมัยนั้นเป็นที่รู้กันว่า ด้วยนโยบายเปิดรับผู้อพยพจากประเทศอาณานิคมของฝรั่งเศสในอดีตของ ฌาร์ค ฌีญัค ก็ทำให้ซีดานได้ติดธง “เลอ เบลอส์” เป็นครั้งแรกในชีวิต ตั้งแต่อยู่บอร์กโดซ์ (1995) ถัดมาในช่วงขวบปีที่ซีดานอยู่กับยูเวนตุสนั้น ก็เป็นเวลาไล่เลี่ยกันกับที่จะเกิดฟรองซ์ 98 ขึ้น แม้เขายังเป็นนักฟุตบอลเดินดินเหมือนกับคนทั่วไป แต่ด้วยความสามารถและทักษะที่เกินตัวสำหรับคนวัย 23-24 อย่างเขา ความคาดหวังต่อฝีมือกลับคล้ายคาดคั้นให้เทพเจ้าลูกหนังทำอะไรตอบแทนคุณแก่สาวกสักอย่างหนึ่ง มันเป็นทุ่นที่ซีดานต้องแบกรับอยู่เต็มสองไหล่กว้าง ทุ่นหนึ่งมาจากสโมสรที่สังกัด ที่หวังว่าจะใช้เขาให้คุ้มกับ 3.5 ล้านยูโรที่ต้องเสียไป และอีกทุ่นหนึ่งคือทีมชาติฝรั่งเศส ประเทศที่อ้าแขนโอบรับเขาให้รอดพ้นจากภัยสงคราม ก็หวังจะพึ่งใช้เขาอย่างเต็มความสามารถ แม้ในยุคสมัยนั้น เขาจะถูกตราหน้าว่า “ฝรั่งเศสไม่แท้” สักแค่ไหนก็ตามนั่นแหละ ความคาดหวังต่อเทพเจ้าฟุตบอลของฝรั่งเศส…เล่นดีเสมอตัว เล่นชั่วมึงตาย (ไม่ต่างกับสุภาษิตไทยที่ว่า เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง)

แต่ถ้าเล่นด้วยสเต็ปเทพเจ้า นั่นก็เป็นข้อยกเว้น…

คล้ายความกดดันเหล่านั้นไม่เคยเป็นภาระ ภาพที่เราเห็นซีดานในสนามกลับเป็นการร่อนพลิ้วไปทั่วอาณาบริเวณอย่างไม่รีบร้อน แต่เมื่อได้บอล ก็กลับสวมวิญญาณนักบัลเล่ต์เข้ามาอีกครั้ง ทั้งเคาะบอลจ่ายถึงที่ในครั้งเดียว รวมถึงจ่ายบอลฉีกแนวรับฝ่ายตรงข้ามจากจุดที่ยืนอยู่ คล้ายป้อมปืนที่ยิงลูกออกได้อย่างแม่นยำ อย่างไรก็ดี ซีดานไม่ใช่แค่ป้อมปืนเพราะบางครั้ง ป้อมปืนก็ติดล้อแล้วบุกขึ้นไปเอง ไม่มีใครรู้ว่าเขาจะจ่ายถวายพานให้เพื่อนแม่นยำราวฟ้าแลบ หรือยิงด้วยบาทาเทวะข้างไหนใส่ผู้รักษาประตู ทุกอย่างเป็นเรื่องคาดเดาไม่ได้สำหรับเขา แต่ความคาดเดาไม่ได้นั้น ก็ไม่ได้มีแต่เรื่องดี ในบางครั้งอารมณ์ศิลปินก็ทำให้เขาระเบิดอารมณ์อันเดือดพล่านออกมาในสนาม และไม่น้อยครั้งเลยที่จะได้ใบเหลืองกลับบ้านไปผัดกับไข่ เหตุนี้เอง Will Sharp ผู้เขียนเรื่องนี้ จึงนิยามซีดานว่า เป็นเหมือนดินปืนที่เก็บไว้ในขวดแก้วรูปร่างสวย

สวย แต่ต้องเก็บไว้ให้ดี

ด้วยทักษะและความสามารถที่เขาแสดงออกครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้การปรากฏตัวของซีดานคล้ายเป็นแรงบันดาลใจให้เด็ก ๆ ที่ดู พยายามเล่นฟุตบอลด้วยความสง่างามยิ่งกว่าคนในรุ่นเดียวกัน ไม่ใช่เพราะซีดานเป็นคนที่มีบุคลิกความเป็นศิลปิน และกระตุ้นให้เราทั้งหลายสนใจแต่เพียงอย่างเดียว แต่เพราะเขาทำสิ่งที่ยากให้ดูเรียบง่าย ใและกลายเป็นงานศิลปะล้ำค่าขึ้นมาได้

นั่นแหละเขา แถบขาวแห่งม้าลายตูริน เทพเจ้าผู้รังสรรค์ความสง่างามให้กับการเล่นฟุตบอล หนึ่งเดียวที่ไม่เหมือนใคร และไม่อาจมีใครเหมือน

เอ็ดการ์ ดาวิดส์ : แถบดำแห่งม้าลาย

ฟุตบอลเล่นกันสิบเอ็ดคนต่อหนึ่งทีม นั่นหมายความว่า จะต้องมีทั้ง “ตัวรุก” ที่สร้างความได้เปรียบให้กับทีม และมี “ตัวรับ” ที่รักษาความแข็งแกร่งให้แก่ทีมเป็นเรื่องที่เราต้องยอมรับว่า แม้ซีดานจะเป็นเทพเจ้าฟุตบอลแค่ไหน แต่เขาไม่อาจเป็นได้ทั้งตัวรุกและตัวรับในช่วงการเล่นเดียวกัน (เพื่อการทดลอง ให้คุณลองตัดบอลในความครอบครองของคู่ต่อสู้จากเส้นหน้าประตูตัวเอง แล้ววิ่งไปให้ถึงตาข่ายฝั่งตรงข้าม ทั้งระยะห่างของสนาม ทั้งนักเตะฝ่ายตรงข้าม 11 คน ที่พยายามเข้ามาแย่งบอลคืนเต็มความสามารถ เป็นภารกิจที่ยังไม่มีใครทำสำเร็จจนปัจจุบัน) เช่นนั้นเอง ตัวรุกที่เล่นเกมรุกโดดเด่น จึงต้องมีตัวรับที่เซนส์ทันกัน เพื่อส่งเสริมกันและกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนั่นคือ 4 ใน 5 ปีที่น่าจดจำของซีเนอดีน ซีดาน กับคู่หูแถบดำของเขา เอ็ดการ์ ดาวิดส์

ถ้าซีดานเป็นแถบขาว ดาวิดส์ก็เป็นแถบดำ ถ้าซีดานเป็นกุหลาบซ่อนหนาม ดาวิดส์ก็เป็นกระบองเพชร ฮาร์ดแมนแห่งแดนกังหันกลายเป็นเพื่อนคู่คิดที่ดีที่สุดคนหนึ่งในการรังสรรค์เกมในแดนกลางของซีดาน “พิตบูล” คือสมญาที่หลุยส์ ฟาน กัล ผู้จัดการทีมอาแจกซ์ อัมสเตอร์ดัม (ในขณะนั้น) ให้ไว้ จากความมุ่งมั่นแน่วแน่ และตามไล่บี้คู่ต่อสู้ไม่ปล่อย คล้ายพิตบูลที่ไม่ละทิ้งเป้าหมายจนกว่าจะเสร็จสิ้นภารกิจ ดาวิดส์เริ่มอาชีพด้วยวิธีการนั้นมาตั้งแต่สมัยอยู่อาแจกซ์ ยามลงสนาม เขาคือตัวแทงค์ที่ไม่เกรงกลัวว่าร่างกายจะได้รับบาดเจ็บตรงไหนหลังจากเกมจบ และมันใช้ได้ผล ไม่ว่าจะถูกค่อนขอดว่าเป็นชัยชนะที่มาจากการเล่นสกปรก หรือดาวิดส์ได้รับสมญาความดุมาอีกหลายชื่อ ไม่ว่าจะเป็นปิรันย่าหรือฉลาม ที่ต่างมีความหมายเดียวกัน

“ถ้าคุณส่งบอลไม่แรงพอ หรือจับบอลลั่นไป คุณจะรู้หรือไม่ พิตบูลจ้องจะเล่นคุณ!!”

อย่างไรก็ตาม การเล่นถึงลูกถึงคนไม่ใช่แค่ทักษะเดียวของเขา มิดฟิลด์รายนี้มีทักษะให้อวดได้เป็นพะเรอเกวียน และทิ้งการเล่นฟุตบอลถึงลูกถึงคนด้วยอารมณ์ของเขาไว้เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวเท่านั้น ดาวิดส์ใช้ทักษะที่ตนมีในการฉกแย่งเอาบอลคืนมาจากนักเตะฝ่ายตรงข้าม และไม่คิดว่าการครอบครองบอลของเขา ระหว่างที่ฝ่ายตรงข้ามเข้ารุมแย่งนั้นเป็นภาระอะไรต่อทีมเลย กล่าวได้ว่า เขาเชื่อในทักษะที่ตัวเองมีอยู่ว่าจะไม่ถูกสั่นคลอนโดยใคร ในบางครั้ง เขาสามารถจ่ายบอลทะลุแผงหลังได้ และในบางครั้ง จรวดซัลโวจากปลายเท้าของเขาก็เข้าประตูไปโดยไม่มีโกลคนไหนกล้ารับ

นั่นล่ะ แถบดำของม้าลายแห่งตูริน ผู้สร้างสรรค์ และนักเตะอเนกประสงค์

ก่อนแถบขาวจะมารวมกับแถบดำ

แถบขาว – ซีดาน หลังจากประสบความสำเร็จกับ A.S. Cannes (จบอันดับที่ 5 ในฤดูกาล 1990/1991) และบอร์กโดซ์ (จบอันดับ 3) หลังจากเจ็ดฤดูกาลที่ “บ้าน” ของเขา ซีดานออกจากลีกเอิงในฐานะผู้เล่นแห่งปี และหลังจากสโมสรอังกฤษสโมสรหนึ่งถูกกล่าวหาว่าทิ้งโอกาสการได้เพชรเม็ดงามไป ยูเวนตุส แชมป์ยุโรปปี 1995/1996 ได้เซ็นสัญญาดึงเขามาในราคา 3.2 ล้านปอนด์ ซึ่งการย้ายไปอิตาลีของเขาด้วยวัย 24 ปี ได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้วว่า เขาตอบแทนสโมสรได้ด้วยการเติบใหญ่ในทุกออนซ์บนโลกกว้าง และเขาพร้อมแล้วที่จะเดินทางสู่เส้นทางยกระดับ ซึ่งจะอัพเกรดเขาจากนักเตะในความคาดหวัง ก้าวไปสู่อัจฉริยะลูกหนังในท้ายที่สุด

ในขณะเดียวกัน แถบดำ – ดาวิดส์ หลังรับใช้ “รอสโซเนรี่” หนึ่งฤดูกาลครึ่ง (หายไปสิบกว่านัดเพราะกระดูกหน้าแข้งหัก) ก่อนหน้านั้นคว้าเอเรเดวิซี่ได้ถึงสามฤดูกาลติดกับอาแจกซ์ และคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก มาก่อนล่วงหน้าแล้ว เห็นกันอยู่ว่าคนนี้มันมีของ  แต่ทำไมดาวิดส์ถึงยอมเล่นมิดฟิลด์ตัวรับ? ทั้งที่เราก็บอกไปแล้ว ว่าเขาก็ยิงไกลได้ ครองบอลก็ดี ทำไมถึงต้องมายอมซีดาน มองอย่างไรเขาก็เหนือกว่าผู้เล่นแห่งปีของลีกเอิง ไม่ต้องสงสัยเลย

มันมีเหตุผลอยู่ครับ…ส่วนหนึ่งเพราะกุนซือ และส่วนหนึ่งเพราะตัวซีดานเอง

รวมร่าง

มาร์เซโล่ ลิปปี้ ผู้จัดการชาวอิตาลีของยูเวนตุส จับทั้งซีดาน และดาวิดส์ มา “จูน” คลื่นสมองให้ตรงกัน จนเป็นคลื่นสมองแห่งประวัติศาสตร์ที่ทำให้ทั้งสองกลายเป็นหัวใจ และจิตวิญญาณของทีม ที่คว้าแชมป์เซเรีย อา ติดต่อกันมา หลังจากยูเวนตุสมีช่วงขวบปีทศวรรษ 1990 ที่ไม่ได้สวยนัก ซึ่งผลการจูนครั้งนี้ก็ได้ผล สองคนนี้ “ซิงโคร” กันได้สำเร็จ

ลิปปี้วางให้ดาวิดส์เป็นห้องเครื่องแต่ผู้เดียว และมอบหมาย “งานสกปรก” (ในที่นี้คือ ไล่ตัดบอล แย่งบอลจากการครอบครอง และชนให้เสียการควบคุมบอล) ให้กับเขา ไม่ต้องแปลกใจเลยว่าดาวิดส์ทำมันได้ดี ทุกครั้งที่ลงสนาม เขามักจะทำให้คู่ต่อสู้รู้สึกได้ว่า “เล่นยากเหมือนกดโหมด Hell” พิตบูลไล่งับไม่ต่างอะไรกับฉลามที่ชอบงับคุณ และด้วยทักษะอย่างที่ผู้เขียนเคยบอกไป พลังที่ไม่มีหมดของเขาทำให้บอลกลับมาอยู่ในการควบคุมของดาวิดส์อย่างรวดเร็ว แต่หน้าที่การบุกไม่ใช่ของเขา สิ่งที่ดาวิดส์ทำก็เพียงส่งไม้ต่อให้กับซีดาน เทพเจ้าอาร์ตติสที่มีวิถีการเข้าทำอย่างเหนือชั้น

ถ้าคุณนึกไม่ออก จำแค่ ดาวิดส์กวาด ซีดานเก็บ นั่นก็น่าจะอธิบายได้แล้ว การเล่นที่เข้าขากันของทั้งสองทำให้แม้ทั้งสองได้อยู่ท่ามกลางดาวเด่นของม้าลาย อย่างเช่นซิโร่ แฟร์ราร่า ผู้เป็นมืออาชีพและผู้ภักดีต่อสโมสร อันโตนิโอ คอนเต้ นักเตะผู้ใช้ความทะเยอทะยานและศักยภาพเข้าต่อกรคู่ต่อสู้ อเล็กซานโดร เดล ปิเอโร่ มือปืนลูกหนัง ผู้เล่นฟุตบอลได้อย่างสง่างาม ทั้งสองก็ยังคงเฉิดฉายและเป็นแถบขาวดำให้กับม้าลายได้สมภาคภูมิ

อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ในโลกลูกหนังก็เช่นกัน ดาวิดส์มีโรคต้อหิน ซึ่งต้องสวมแว่นตาทุกครั้งตอนลงสนาม แน่นอนว่าเขาจะถูกจำกัดทัศนวิสัยผ่านแว่นตานั้นไม่มากก็น้อย ในขณะที่ซีดานก็มีอาการทางจิตแปรปรวน (Idiosyncratic Temper) สิ่งนี้ทำให้ยืนยันข้อเท็จจริงในประการหนึ่งได้ว่า เขาสองคนยังคงเป็นมนุษย์ ผู้จัดการทีมก็รู้เช่นนั้น และยังคงไว้ใจส่งพวกเขาลงสนามคู่กันอย่างต่อเนื่อง

แต่เราคงต้องเรียนว่า ถ้าเราคาดหวังว่าคนสองคนจะลงสนามพร้อมกันแล้วทีมจะชนะสถานเดียวนั้น คงไม่ถูกต้องไปเสียทุกกรณี และมีกรณีที่ผลลัพธ์ของ 1+1 กลายเป็นติดลบสองไปก็มี จากการที่ “หญิงชราแห่งอิตาลี” แพ้ให้กับฮัมบูร์ก 1-3 ซีดานโขก Jochen Kientz ของฮัมบูร์กลงไปนอนกันพื้น และเป็นใบแดงโดยตรงไล่ออกจากสนามทันทีในนาทีที่ 29 ต่อมาดาวิดส์ก็ถูกใบเหลืองที่สอง ตามไป ทบ.1 ผลัดเดียวกันกับซีดาน ภายในเวลาไม่ถึงสี่นาทีเข้าใจแหละว่าแพ้ก็แพ้ด้วยกัน ชนะก็ชนะด้วยกัน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ทั้งในและนอกสนามเป็นเครื่องยืนยันได้ว่าสองคนนี้ซีปึ๊กกันจริง ๆ มีครั้งหนึ่งที่ดาวิดส์ให้สัมภาษณ์กับ The Telegraph ว่าเขาชื่นชมซีดานมากแค่ไหน “เขาเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดคนหนึ่งของโลกเลย” ดาวิดส์ให้สัมภาษณ์ “การได้เห็นซีดานฝึกซ้อมนั้นจุดประกายผมมาก ซีดานคิดใน 1 วินาที แล้วเขาก็ลงมือทำในวินาทีถัดไป เขาเป็นคนพิเศษมากๆ และเป็นต้นแบบที่ไม่มีใครเหมือน เขาสร้างพื้นที่การเล่นจากความไม่มีได้ ซึ่งนั่นเป็นทักษะที่นักเตะชั้นอ๋องเท่านั้นที่จะทำได้ และไม่ว่าเขาจะไปหาบอล หรือบอลจะไปหาเขา ในที่ที่มีอุปสรรค (ในที่นี้น่าจะหมายถึงผู้เล่นฝ่ายตรงข้าม) มากแค่ไหน เขาก็คลี่คลายปัญหาได้อย่างดียิ่ง จินตนาการและเทคนิคของเขาช่างล้ำเลิศ”  สิ่งนี้คงเป็นคำตอบให้ในหัวข้อที่ผ่านมา ว่าดาวิดส์ยอมเล่นในตำแหน่งกลางรับได้อย่างไร…แต่พี่สองคนก็อินดี้ไปอ่ะเอาจริง

Finale Scene

จนในท้ายที่สุด หลังจากห้าปีแห่งเกียรติภูมิม้าลาย ก็ถึงเวลาปิดฉากคู่มิดฟิลด์ในฝันลงไว้ในฤดูกาล 2001-2002 ดาวิดส์ย้ายไปอยู่กับ “อาซูลกราน่า” สโมสรฟุตบอลบาร์เซโลน่า และกลายเป็นจอมพเนจร ผู้สร้างประวัติการเล่นไว้กับทั้งอินเตอร์ มิลาน สเปอร์ส คริสตัล พาเลซ มีการหยุดค้าแข้งถึงสองช่วงในสองปี และปิดตำนานกับสโมสรบาร์เน็ต สโมสรเล็ก ๆ ที่ตอนนั้นอยู่ในลีกวันของอังกฤษ ในขณะที่ซีดานย้ายไปรวมอยู่ในทัพ “กาลัคติโกส” แห่งสโมสรฟุตบอลเรอัล มาดริด ก่อนคว้าความสำเร็จมากมายมาประดับตู้ และยุติการค้าแข้งกับ “โลส บลังโกส” ไว้ในปี 2006-2007 แม้ว่าพอลงจากหลังม้าลายแล้ว ทั้งสองจะมีเส้นทางเดินที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ในโมเมนต์หนึ่งของชีวิต คู่มิดฟิลด์ทองคำคู่นี้ได้ทิ้งตำนาน รอยเท้าและความทรงจำเอาไว้ ที่จะเป็นตัวบอกแก่มิดฟิลด์รุ่นหลังไว้ได้อย่างไม่รู้ลืมว่า

“มิดฟิลด์คู่ เค้าเล่นกันแบบนี้”

Source & Credit : https://thesefootballtimes.co/2018/08/30/the-two-worlds-of-zinedine-zidane-and-edgar-davids-at-juventus/


iReallyLikeFootball.com เว็บไซต์ คอลัมน์ฟุตบอล บทความฟุตบอล ข่าวฟุตบอล สร้างสรรค์ผลงานจากความตั้งใจ โดยกลุ่มคนที่รักและชอบฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจ

“Football can make a friend, can make a life”

::::: ต้องการติดต่อสอบถามหรือขอลงโฆษณา :::::

แอด LINE : @803toskz หรือคลิกลิงค์นี้ http://nav.cx/omAqg0Q