“อาทิตย์ฉาบทะเลครามงามแสงเหลือง

มหาชนแน่นเนืองเต็มสนาม

คลื่นธงทิวปลิวล่อฟ้าสง่างาม

ผ้าพันคออร่ามฉายลายทีมตน

ใบหน้าสีทีมชาติฉาบกลัดกลุ้ม

พลางสวดสุ่มบทอธิษฐานที่ได้ผล

โอษฐ์แห้งผากเพราะแดดพรากชุ่มชื่นชน

อุทรล้นพันผีเสื้อรับศึกแรง

ลูกชื่อ ‘ฟร้องซ์’ เพราะเกิดในปีนี้

เด็กรีบรี่กลับที่พักเพื่อดูแข่ง

ผู้ปกครองทิ้งงานเพื่อดูแข่ง

มีบางสิ่งมาแรงกว่าละคร!!

เด็กติดเกมถูกดึงออกจากเพลย์หนึ่ง

หนังสือภาพ1 อีกครึ่ง…เลิกแปะก่อน

ทีวีเก่าที่บ้าน…เปลี่ยนช่องละคร

เป็น ‘ฟุตบอล’ หนึ่งเดียวตลอดงาน”


1หนังสือภาพ ในที่นี้คือ สมุดสะสมพานินี (Panini) เป็นสมุดสะสมสติ๊กเกอร์รูปหน้านักฟุตบอลในดวงใจ ในยุค 90’s ยังไม่มีอินเทอร์เน็ต และเทคโนโลยีที่มอบความสนุกให้แก่แฟนบอลได้ ความคลั่งไคล้จึงอยู่ในรูปแบบของการสะสมของที่ระลึกต่าง ๆ จากฟุตบอลโลก และของสะสมที่เข้าถึงคนส่วนใหญ่บนโลก ณ ขณะนั้น ก็คือสมุดสะสมสติ๊กเกอร์ดังกล่าวนี้เอง

กลอนที่กล่าวมานั้นแสดงให้เห็นถึงสภาพความพร้อมของผู้คนที่มีต่องานมหกรรมฟุตบอลโลกในครั้งนี้ ผู้เขียนยังจำได้ว่าในวัย 4 ขวบ บิดาและคุณอาของผู้เขียนนั่งดูการแข่งครั้งนี้แทบไม่กะพริบตา จนเกือบลืมเสียงของชายวัยกลางคน ที่เอารถจักรยานมาซ่อมไปเสียสนิท 

“ฟรองซ์ 98” เป็นงานที่มีเสน่ห์ถึงเพียงนั้นจริง ๆ หลังจากที่ฝรั่งเศสห่างหายจากการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันมาตั้งแต่ปี 1938 ปีนี้จึงเป็นปีที่ 60 พอดี และเป็นปีที่มีเรื่องราวเกิดขึ้นหลายอย่าง ซึ่งพาให้ทีมชาติฝรั่งเศสคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกในสมัยแรกได้สำเร็จ หลังจากที่สี่ปีที่แล้วไม่ผ่านแม้แต่รอบคัดเลือก เราจะพบว่ามีสงครามมากมายเกิดขึ้นในระหว่างการแข่งขัน ผมได้แบ่งเอาไว้แล้ว มาเริ่มอ่านเรื่องราวนับตั้งแต่หนึ่งไปพร้อมกัน ดีไหมครับ ?

สงครามโฆษณา : ปฐมบทแห่งศัตรูตลอดกาล

อาจกล่าวได้ว่า แม้แตรไฟฟ้าในในสนามสตาดเดอฟร็องส์2 จะจุดองศาการแข่งขันให้ลุกท่วมได้มากเพียงใด แต่ความน่าตื่นเต้นสำหรับฟุตบอลโลกปี 1998 เริ่มต้นและไปเร็วกว่ามาก เรื่องนี้เกิดขึ้นมาจากความร่วมมือสามฝ่าย คือฟุตบอล สนามบิน และทีมชาติบราซิล หนึ่งในทีมที่มีการเล่นสะเด็ดสะเด่าเร้าใจมากที่สุดในยุคนั้น


2สนามสตาดเดอฟร็องส์ เป็นสนามเหย้าที่ใช้ในการแข่งขันระหว่างประเทศทั้งของฟุตบอลทีมชาติฝรั่งเศส และรักบี้ทีมชาติฝรั่งเศส ไม่มีสโมสรใดเป็นเจ้าของสนามแห่งนี้ ปัจจุบันเจ้าของคือ สมาคมสตาดเดอฟร็องส์ (Consortium Stade de France)

แชมป์เก่าจากปี 1994 มาถึงฝรั่งเศสในฐานะตัวเต็งเพื่อพร้อมแข่งขันในนัดกระชับมิตรก่อนถึงรายการแข่งจริง (ระหว่างอันดอร์ร่า ที่บราซิลก็บุกไปเฆี่ยนถึง 0-3) เหล่าแข้งดาราแห่งบราซิลพกพาความชวนประทับใจมาให้แก่ผู้เข้าชม ซึ่งน่าประทับใจเสียยิ่งกว่าชัยชนะจากจุดโทษเมื่อสี่ปีก่อนเสียอีก แม้ว่า “โรมาริโอ” วีรบุรุษแห่งฤดูร้อนสีทองของอเมริกาเมื่อ 4 ปีก่อนนั้น ถูกคัดชื่อออกเนื่องจากอาการบาดเจ็บที่กล้ามเนื้อน่อง แต่ “เซเลเซาแอร์ไลน์” ก็ลงจอดถึงพื้น พร้อมส่งสัมผัสคุกคามที่มากพอที่จะทำให้เกิดการเตือนภัย ณ สนามบิน

สงครามมันเริ่มขึ้นแล้ว…

ทั้งในสนาม โดยแชมป์เก่าที่ขนความมั่นใจมาเต็มพิกัด และนอกสนาม ที่มีแบรนด์ดังแบรนด์หนึ่งท้าประลองกับอาดิดาสอย่างไม่กลัวเกรง แม้อาดิดาสจะได้เป็น Official Sponsor ของฟีฟ่า ด้วยเงินจำนวนมหาศาลไปแล้วก็ตาม

แบรนด์นั้นคือ Nike (ไนกี้)

แม้ว่าไนกี้จะนำไปแล้ว 1-0 โดยการทำข้อตกลงการเป็นสปอนเซอร์นานถึง 10 ปี ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 160 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยการส่งรองเท้าบู๊ต Tiempo Premier ให้กับ 10 จาก 22 แข้งในสนาม ในนัดชิงฟุตบอลโลก 1994 เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2537 และทำให้แบนด์รองเท้าในพอร์ตแลนด์ทั้งหลายหมดหวังในการทำการค้าที่ไม่ใช่เชิงพาณิชย์กับรองเท้าสไตล์แซมบ้าไปแล้วก็ตาม แต่ชิ้นปลามันที่ใหญ่ที่สุดกลับเป็นของอาดิดาส การได้เป็นสปอนเซอร์หลักอย่างเป็นทางการนั้นหมายความว่า ในเวิลด์คัพ 1998 โลโก้ต่างๆ ในสนามแข่ง และในการถ่ายทอดสด อาดิดาสจะยึดครองทั้งหมด จังหวะนี้อาดิดาสตีตื้นกลับขึ้นมาเป็น 1-1

แต่เกมยังไม่จบแค่นี้!

นั่นจึงเป็นที่มาของโฆษณา Airport 983 อันลือลั่นในช่วงพักครึ่งของเกมอุ่นเครื่องนัดสุดท้ายของแต่ละชาติ ก่อนฟุตบอลโลกจะเริ่มต้นขึ้น โฆษณาชุดนี้กระจายการพูดถึงเป็นวงกว้าง แม้ไนกี้จะไม่ใช่ Official Partner ของฟุตบอลโลก 1998 ก็ตาม มาถึงตอนนี้ ผลของโฆษณาก็ทำให้จินตนาการได้ยากแล้ว
ว่านักเตะทีมบราซิลจะเดินทางผ่านอาคารผู้โดยสารของฝรั่งเศสได้โดยไม่กระทบกระเทือนจิตใจ ทั้งหลบเลี่ยงการรักษาความปลอดภัยของสนามบินได้อย่างง่ายดายด้วยเล่ห์กล กลอุบาย และพริ้วไหวเป็นยิ่งนัก แม้ว่าโฆษณานี้จะดูน่าอับอายสำหรับคนบางกลุ่ม (เช่น ชาวฝรั่งเศส ที่เหมือนถูกข่มฝีมือด้วยโฆษณานี้มาตั้งแต่เริ่ม) แต่โฆษณานี้ก็นำเสนอให้แฟนๆ เห็นได้ว่า รสชาติของความสนุกที่สามารถคาดหวังได้จากทัวร์นาเม้นต์นี้คืออะไร ด้วยการก้าวข้ามความเคยชินเดิม ๆ ที่ไม่อาจต้านทานได้อีกต่อไป (คุณเบนหมายถึง การที่เราเปลี่ยนจากการโฆษณาตัวสินค้าโต้ง ๆ มาเป็นการสร้างโฆษณาภาพยนตร์สั้นแบบนี้) และสร้างบรรยากาศของความ “โคตรเท่” ได้อย่างสุดคูลก่อนเกมเปิดการแข่งขัน ไม่ต้องสงสัยว่าไนกี้ยิงประตูชัย 2-1

และเป็นปฐมบทแห่งศัตรูตลอดกาลระหว่างทั้งสองแบรนด์…

แหม่ โม้เรื่องนอกสนามมาเยอะ เรากลับเช้าสู่สนามดีกว่าครับ มาดูกันว่า “นกคานารี่” เหาะไปหวดใครมาบ้าง ระหว่างทางในฟุตบอลโลก 1998 ที่ผ่านมา


3เป็นโฆษณาแรกที่แบรนด์กีฬาใช้โฆษณาที่มีโปรดักชั่นเหมือนกับภาพยนตร์  ใครอยากรู้เป็นอย่างไรลอง search ใน Youtube ว่า Nike Airport 98

สงครามในสนาม (1) : ความสนุกจากสมาชิกหน้าใหม่ในสังเวียนหญ้า

สมัย 1998 นั้น สกอตแลนด์ที่มี พอล แลมเบิร์ต บัญชาเกมรับ และมี โคลิน เฮนดรี้ กัปตันทีมผู้จองสัมปทานเฝ้าแผงหลังให้แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส เกือบทุกนัดนั้น นับว่าเป็นทีมที่มีเกมรับยืดหยุ่น ปรับตัวเข้ากับการบุกของทีมฝ่ายตรงข้ามได้ดีทีมหนึ่ง

แต่นอกจากนั้น…ก็สวมบทพระเอกหนังอินเดีย วิ่งไล่ตาม “เจ้านกน้อย”4 เกือบทั้งเกม และเสียท่าถูกขึ้นนำ 1-0 จากการชิงเหลี่ยมโหม่งได้ของ เซซาร์ ซัมปาโย5 ที่เป็นกลางรับแท้ๆ ของทีม และเกมหลังจากนั้นกลายเป็นทุ่งสังหาร สี่ประสานของบราซิล (ริวัลโด้ – โจวานนี่ – โรนัลโด้ และ เบเบโต้) กดพลพรรค “วิสกี้” ตั้งแต่โกลยันกองหน้าจนโงหัวไม่ขึ้น แม้ เซซาร์ ซัมปาโย เจ้าเก่าจะทำฟาวล์ และทีมเสียประตูจากจุดโทษโดยจอห์น คอลลินส์ แต่นั่นก็เป็นเพียงข้อผิดพลาดเล็กน้อยเท่านั้น ในนาทีที่ 73 คาฟู สอดขึ้นมาปาดเท้าขวาแปบอล แม้ไม่ผ่าน จิม เลย์ตัน นายทวารสกอตแลนด์ แต่แรงพอที่บอลกระดอนออกไปถูก ทอม บอยด์ เป็นการทำเข้าประตูตัวเอง เกมนี้จบที่ 2-1 และเป็นการเปิดตัวครั้งแรกอย่างเป็นทางการของเด็กหนุ่มวัย 21 ที่ต่อมาจะกลายเป็น “ปรากฏการณ์” ให้เป็นที่เจิดจรัสไปทั่วสนามสตาดเดอฟร็องส์ หลังจากเป็นดาวซัลโว 25 ตุงให้กับอินเตอร์ มิลาน ในอิตาลี ดินแดนแห่งคาเตนัชโช่5 ที่ได้ชื่อว่าทำประตูยากที่สุดมาก่อนหน้าแล้ว แม้ไม่มีชื่อเป็นผู้ทำแอสซิสต์เหมือน เบเบโต้ ก็ตาม


4หรือ Canarinha, Canarinho ฉายาของนักฟุตบอลทีมชาติบราซิล สื่อถึงนกสายพันธุ์หนึ่งที่พบได้เฉพาะที่บราซิล มีสีเหลืองสว่าง ฉายานี้ถูกเรียกกันมากขึ้นจากอิทธิพลของนักเขียนการ์ตูน Fernando “Mangabeira” Pieruccetti ในช่วงฟุตบอลโลก 1950

5หลักการของคาเตนัชโช่คือ ถ้าไม่เสียประตู ก็จะไม่มีทางแพ้ การเล่นสไตล์นี้จะบีบช่องทางการส่งบอลของคู่ต่อสู้ประกบคู่ต่อสู้ให้เล่นยาก ทั้งเพิ่มปราการหลังตัวสุดท้าย หรือ Sweeper ให้แน่นขึ้นไปอีกขั้น และรอเล่นแผนสวนกลับอย่างใจเย็นเพื่อทำประตูฝ่ายตรงข้าม เมื่อคาเตนัชโช่ของเ ฮอร์เรร่า นั้นประสบความสำเร็จอย่างมากโดยสามารถนำทัพอินเตอร์คว้าแชมป์เซเรียอาได้ถึง 3 สมัยและแชมป์ยูโรเปี้ยนแชมเปี้ยนชิพอีก 2 สมัย  จึงทำให้แทคติคนี้เป็นที่นิยมไปทั่วอิตาลี

เกมต่อมาของพลพรรค “เซเลเซา6” พบกับโมร็อกโก ซึ่งพวกเขาเฆี่ยนสบายเท้าไปอีก 3-0 เกมนี้ โรนัลโด้ R9 มีชื่อยิง 1 ประตู จากการซัลโวนอกเขตโทษโดยไม่จับ ลูกฟุตบอลผ่านมือ ดรีส เบนเซกรี เสียบประตูฝั่งซ้ายมืออย่างแม่นยำ โดยแอสซิสต์เป็นผลงานของจอมอัจฉริยะแห่งแซมบ้า ริวัลโด้ ส่วนอีกสองประตูเป็นฝีเท้าของ ริวัลโด้ และ เบเบโต้ เกมนี้ โรนัลโด้ ได้สลักชื่อเป็นทั้งผู้ยิงและผู้จ่าย ทั้งเปล่งประกายมากขึ้นไปอีกภายหลังจากปฏิเสธไม่เอาเรื่องกับ ซาอีด ชิบะ ทั้งที่ถูกเข้าสกัดรุนแรงจนทิ้งรอยปลายสตั๊ดไว้บนขาอ่อน ปล่อยให้ฝ่ายนั้นได้ใบเหลืองไปเพียงคนเดียว นั่นเป็นจุดเริ่มต้นของ “ปรากฏการณ์” ที่ต่อมากลายเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลก ณ ช่วงเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์ฟุตบอล


6เซเลเซา แปลว่า ผู้ถูกเลือกของชาติ สื่อถึงการแข่งขันเพื่อคัดตัวนักเตะสัญชาติบราซิล ว่าจะต้องมีผลงานที่โดดเด่นและเหมาะกับการเล่นของทีม จึงจะถูกเลือกเข้ามาได้

เกมต่อมากับชิลี เลโอนาร์โด้ (ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิค ของสโมสรปารีส แซ็ง แชร์กแม็ง) ได้โอกาสลงแทน โจวานนี่ และฉีกแนวรับของชิลีขาดเป็นชิ้น ๆ แม้ไม่มีชื่อเป็นผู้มีส่วนร่วมกับประตู แต่ก็ทำให้ชิลีหวาดกลัวกับอาวุธลับใหม่ที่งอกขึ้นมานี้มาก จนถูก ซัมปาโย และ โรนัลโด้ ฉวยจังหวะเหมาคนละสองตุง แม้ชิลีจะได้คืนมาจาก มาร์เซโล ซาลาส แต่ก็ไล่ไม่ทันแล้ว เกมนี้จบที่ 4-1 พร้อมการเปล่งประกายของนักเตะหลายคน ไม่ว่าจะเป็น เลโอนาร์โด้ เดนิลสัน ซึ่งทำ 1 แอสซิสต์ได้ในเกมนี้ โรแบร์โต้ คาลอส กับฟรีคิกที่ไม่มีใครอยากเอามือรับ คาลอส ดุงก้า อัลแดร์ และ ทัฟฟาเรล กับการทำหน้าที่ปราการเหล็กเสริมเพชร บราซิลชุดนี้ดูยิ่งใหญ่ไม่แพ้กับในยุค 1970 เลยด้วยซ้ำ

เบน ไฮด์ ผู้เขียนเรื่องนี้กล่าวต่อไปว่า จากการที่ฟุตบอลโลกครั้งนี้เพิ่มทีมเข้าสู่รอบสุดท้าย ณ ฝรั่งเศส จาก 24 เป็น 32 ทีม ทำให้นอกจากบราซิล ที่บุคลิกของคนในขุมกำลังจะแตกต่างกันไปได้ราวกับเพลง แมช กิ นาด้า7 ทีมจากประเทศอื่นก็สรรสร้างทัวร์นาเม้นต์นี้ให้เต็มไปด้วยตัวละครที่มีสไตล์อันโดดเด่นไม่แพ้กันเลย ความมีไหวพริบของไนจีเรียครองใจคนที่ไม่เคยดูบอลได้ทั้งโลกจริงๆ (ยกตัวอย่างแทคติคการเล่นของอินทรีมรกตในวันนั้น ที่ เจย์-เจย์ โอโคชา พาเบอร์ 10 ของตัวเอง รุกเข้าไปในดงกระทิงดุอย่างไม่กลัวจะถูกขวิด) ต่อด้วยซันเดย์ โอลิเซ่ โค่นสเปนลงได้ในนัดแรกของฟุตบอลโลกด้วยผล 2-3 ในขณะที่แฟชั่นของพวกเขาก็เป็นเรื่องที่ไม่พูดถึงไม่ได้จริงๆ เพราะผมสีเขียวมะนาวอันน่าจดจำของ ตาริโบ เวสต์ ตัดกันกับฝ่ายสเปนที่ผมบลอนด์กันหมด


7แมช กิ นาด้า (Mas que nada) เป็นสำนวนที่ไม่สามารถเทียบเคียงกับสำนวนใดในภาษาอังกฤษได้เลย แต่โดยหลักแล้ว มันจะหมายถึงคำว่า “ไม่มีอะไร” อย่างไรก็ตาม คำว่าไม่มีอะไรประการนี้ มีความหมายมากไปกว่านั้น กล่าวคือ หากต้องการเข้าใจความหมาย อาจต้องจินตนาการถึงสำนวนที่รวมคำว่า “ไม่เป็นไร” “ไม่มีทาง” และ “มาเลย!” เข้าด้วยกัน

อย่างไรก็ตาม มีผู้ให้ทัศนะว่า ชาวบราซิลใช้ Mas que nada (หรือเพียงแค่ que nada) เป็นภาษาพูดเพื่อไม่เห็นด้วยกับใครบางคน การแปลภาษาอังกฤษที่เหมาะสมอาจเป็นการประชดประชัน “ใช่แล้ว!” หรือ “ไม่มีทาง!” แต่ในที่นี้ ผู้เขียนเอง (ซึ่งไม่ใช่คุณเบน) เห็นว่า ในบริบทของฟุตบอลโลกปี 1998 การใช้คำนี้น่าจะมีสองความหมาย ความหมายแรกคือการบอกว่า “ไม่มีทาง” ในทางประชดประชัน ซึ่งแท้จริงแล้วแต่ละทีมก็ “มีทาง” ในการเอาชนะที่แตกต่างกัน และความหมายที่สองคือคำว่า “มาเลย” ซึ่งหมายถึงการหมายชิงขัยกันระหว่างนักฟุตบอลของแต่ละทีม รวมไปถึงการฝึกซ้อมเพื่อให้ได้รับคัดเลือกเป็นตัวจริงในระหว่างทัวร์นาเม้นต์นี้ด้วย กล่าวคือ ถ้าแน่จริงก็ “มาเลย” บุคลิกเราต่างกันจริง แต่เราก็มีจิตใจในการเอาชนะไม่แพ้กัน

ตอนที่ปารากวัยจะยิงฟรีคิก ทีมอื่นใช้กองหน้า กองกลาง หรือกองหลัง ปรารากวัยไม่ครับ โฆเซ่ หลุยส์ ชิลาเวิร์ต ผู้รักษาประตู!! รับหน้าที่สังหารฟรีคิกทุกครั้ง หรือแม้แต่อีกช็อตหนึ่งที่ทุกท่านไม่ควรลืม คือการยกบอลสองเท้าหลบสองกองหลังได้อย่างเชี่ยวชาญของ เคาห์เตม็อก บลังโก้ ของเม็กซิโก เขายกและกระโดดผ่านกองหลังทั้งคู่ง่ายดาย และปล่อยให้สองหลังสกัดลมอยู่หลายวินาที ดูได้ แต่อย่าทำ…ผมว่ามีหงาย ไม่บอล ก็คน

สงครามในสนาม (2) : 24 เป็น 32 และผลจากการให้โอกาส

แมตซ์ในปี 1998 นี้ หากมองเรื่องในสนามเพียงอย่างเดียว อาจมองได้สองมุมมอง ในมุมหนึ่งคือแมตซ์หยุดโลกระหว่างทีมใหญ่ แต่อีกมุมหนึ่ง ก็คือการ “ให้โอกาส” ด้วยเช่นกัน การให้โอกาสที่ผู้เขียน (ซึ่งไม่ใช่คุณเบน) คิดไว้ นัยหนึ่งก็คือทั้งการที่นักเตะในทีมได้รับโอกาส และทำมันได้ดีอีกครั้ง อย่าง โรแบร์โต้ บาจโจ้ ที่นอนหลับไม่สนิทจนถึงปัจจุบัน เพราะซัดจุดโทษข้ามคาน มาครั้งนี้เขายิง 2 จ่าย 2 ในเวลาแข่งของ 3 จาก 4 แมตซ์ และยิงจุดโทษเข้าเป็นคนแรกในรอบ 16 ทีมสุดท้าย แม้ว่าผลสุดท้ายทีมจะแพ้จุดโทษฝรั่งเศสไปด้วยผลประตู 3-4 และ บาจโจ้ ประกาศเลิกเล่นในอีกหนึ่งปีต่อมา แต่ผู้เขียนและคุณเบนก็เชื่อว่าเขาคงหลับสนิทลงบ้างแล้ว จากผลงานขั้นสุดยอดที่ได้ทำเอาไว้

ส่วนอีกนัยหนึ่ง คือการให้โอกาสทีมใหม่ หรือแม้แต่นักเตะใหม่ ได้เข้าร่วมศึกครั้งนี้ ในส่วนทีมใหม่นั้น ด้วยการเพิ่มโควตาจาก 24 เป็น 32 ทีม ทำให้แอฟริกาใต้ ญี่ปุ่น จาเมกา และโครเอเชีย ล้วนได้มีส่วนร่วมในทัวร์นาเมนต์นี้เป็นครั้งแรก โดยญี่ปุ่น จาเมกา และโครเอเชีย กองรวมกันอยู่ในกลุ่มเอช ปะทะกับทีม
อาร์เจนติน่า ที่นำโดย “เบอร์ริโต้” อาเรียล ออร์เตก้า จ้าวเทคนิคแห่งอาร์เจนตินา ในวันที่พีคสุดขีด และพรสวรรค์ที่โหดเหี้ยมของกาเบรียล บาติสตูตา คนหนึ่งจ่ายคนหนึ่งยิง อาร์เจนตินาเข้ารอบโดยไร้รอยขีดข่วน และยิงถึงเจ็ดประตู สุดท้ายแล้วเป็นโครเอเชีย โดย ดาวอร์ ซูเคอร์ ว่าที่ดาวซัลโวทัวร์นาเมนต์ที่ 6 ประตู ซึ่งผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย ในอันดับที่สองของกลุ่ม ไปพบกับโรมาเนียในเกมต่อไป แม้สุดท้ายแล้วออร์เตก้าจะสติแตก เสยคางของ เอ็ดวิน ฟาน เดอ ซาร์ ทำให้ถูกไล่ออก และต่อมาอาร์เจนตินาแพ้ 2-1 แต่ทัวร์นาเมนต์นั้นก็เป็นวันหนึ่งที่น่าจดจำของ “เดอะ เบอร์ริโต้” ที่มีทั้งร่างปีศาล และร่างเทพ อยู่ในคนๆเดียวกัน…

เสียแต่เขาไม่อาจรักษาร่างเทพไว้ได้นานนัก

อนึ่ง แม้เราจะไม่พิจารณา ซูเคอร์ แต่กองหน้าอย่าง คริสเตียน วิเอรี, โอลิเวอร์ เบียร์ฮอฟฟ์ และมาร์เซโล ซาลาส ก็ทำให้กองหลังในปี 1998 ไม่ถูกพูดถึงมากนัก เพราะศิลปินลูกหนังเหล่านี้ส่งบอลไปนอนก้นตาข่ายได้อย่างเฉียบคมเหลือเกิน โดยเฉพาะ เดนนิส เบิร์กแคมป์ กับการจับบอลจากการวาง 60 หลาของ แฟรงค์ เดอ บัวร์ ลงไม่ห่างตัว แต่งหลบ โรเบอร์โต้ อยาล่า หนึ่งจังหวะ และยิงเต็มแสกหน้าโกล ส่งเนเธอร์แลนด์เข้ารอบรองชนะเลิศ นึกถึงแล้วก็เสียดายที่ตอนนั้น รางวัลปุสกัส อวาร์ด ยังไม่เกิดขึ้นนะครับ…

และเมื่อพูดถึงนักเตะใหม่แล้ว ในอีกฟากหนึ่ง สเปน แม้ตกรอบจากการเก็บได้เพียง 4 คะแนน แต่ ฮาเวียร์ คลีเมนต์ ก็ได้ฝาก เฟอร์นันโด โมริเอนเตส และ ราอูล กอนซาเลส เพื่อมา “ฝัง” บัลแกเรีย 6-1 แม้จะถูกไนจีเรียฝัง 2-3 และทำได้เพียงเสมอปารากวัย 0-0 แต่ก็ต้องยอมรับว่าสองคนนี้ได้กลายมาเป็น “ตำนาน” ให้กับสเปนในเวลาต่อมา ในขณะที่ “เบบี้โกล” ไมเคิล โอเว่น ก็ฝ่าสองกองหลังของอาร์เจนตินาเข้าไปปลดล็อคประตูได้ และกลายเป็นนักเตะเชื้อสายอังกฤษคนที่สี่ ที่ได้รับรางวัลบัลลงดอร์ในอีก 3 ปีถัดมานักเตะในแนวรุกและแนวรับร่วมกันทำประตูในทัวร์นาเม้นต์นี้ได้ถึง 171 ประตู ผู้เขียนจึงไม่แปลกใจนักว่า เหตุใด France 98 จึงเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เพราะเฉลี่ยแล้ว ประตูที่จะเกิดขึ้นระหว่างเกมมีถึง 2.67 หรือตีนิ่มๆ ว่า ทุกสองนัด จะมีประตูเกิดขึ้นถึงห้าประตู8


8สถิติไม่โกหกเราครับ ต้องรับว่าเกิดการยิงกันอย่างระเบิดระเบ้อเลยในปี 1998 ที่ผ่านมา แม้ว่าค่าเฉลี่ยประตูจะน้อยกว่าตอนปี 1994 แต่ตอนนั้นมีเพียง 24 ทีม เท่านั้น

สงครามการเมือง : เมื่ออเมริกาเป็นฝ่ายยอม และอังกฤษล้างแค้นไม่ได้

ภายใต้ความสนุกเหล่านี้ ก็ยังมีความขัดแย้งกันระหว่างชาติหลงเหลืออยู่ The mother of all games9 ณ สตาด เดอ เจอลองด์10 เป็นหลักฐานในวันนั้น น่าประทับใจที่แมตซ์วันนั้นมีภาพรวมที่ดี แม้จะเป็นการเผชิญหน้ากันของสองชาติพร้อมกันทั้งสองช่องทาง ได้แก่ทางฟุตบอล และทางการเมือง เป็นครั้งแรก หลังจาก 12 ปีที่ผ่านมา เคยมีเหตุการณ์ที่ชวนฮือฮาแบบเดียวกันนี้เกิดขึ้น คือ Hands of God11 ของ ดิเอโก้ มาราโดน่า เรื่องนั้นกลายเป็นปมความขัดแย้งที่ส่งผลระหว่างสองประเทศอยู่เป็นระยะเวลาหนึ่งเลยทีเดียว


9เรื่องวุ่นๆ เกิดขึ้นจากการที่สหรัฐอเมริกา และอิหร่าน ถูกจับสลากมาอยู๋ในสายเดียวกัน (ทั้งที่เมื่อปี 1979 เกิดเหตุการณ์ “ปฏิวัติอิหร่าน” ขึ้น) เกมนี้จบลงที่อิหร่านชนะ 2-1 แต่เป็นเกมที่เรียกได้ว่ากระชับความสัมพันธ์อย่างแท้จริง เพราะสหรัฐอเมริกาที่เป็นทีม A ยอมตามเจ้าหน้าที่ประจำการแข่งขัน เดินไปจับมือนักเตะอิหร่านที่เป็นทีม B (เกร็ดในส่วนนี้มีมากมาย แต่ไม่เกี่ยวข้องกับฟุตบอลในแง่ของการแข่งขันเท่าใดนัก จึงขอฝากลิ้งก์ให้สืบค้นและดูภาพบรรยากาศในวันนั้นได้)

10อดีตสนามเหย้าของโอลิมปิก ลียง ทีมดังในลีกเอิง ฝรั่งเศส

11แฮนด์ ออฟ ก็อด คือการที่ ดิเอโก้ มาราโดน่า ใช้มือซ้ายปัดลูกฟุตบอลผ่านศีรษะ ปีเตอร์ ชิลตัน นายทวารอังกฤษเข้าประตูไป ภายหลังเกม มาราโดน่า ให้สัมภาษณ์ถึงประตูนี้ว่า “ส่วนหนึ่งมาจากการโหม่ง และอีกส่วนมาจากหัตถ์พระเจ้า”

สงครามสุดท้าย : ปัญหา นโยบาย และอนาคต

พูดถึงขนาดนี้แล้ว ผมจะไม่พูดถึงแชมป์ มันก็ดูกระไรอยู่นะครับ อย่างไรก็ตาม ผมจะชี้ให้เห็นถึงปัญหาของทั้งสองทีม นโยบายของทีมชาติฝรั่งเศส และอนาคตต่อไปตามลำดับนะครับ

ปัญหาของฝรั่งเศส : กองหน้าหาย…

เมื่อปี 1994 แม้ฝรั่งเศสบุกเข้าไปไม่ถึงรอบชิงชนะเลิศ แต่ ฌอง ปิแอร์ ปาแป็ง, ดาวิด ซิโนล่า หรือแม้แต่
เอริค คันโตน่า ก็คงเป็นชื่อที่ทุกท่านได้ยินอยู่ไม่ขาดสาย

แต่พอถึงปี 1998 กลับไม่มีพวกเขาอีกแล้ว ด้วยเหตุผลหลายประการ…

เอเม่ ฌักเกต์ จึงต้องปรับแผนใหม่โดยยึดปรัชญา Cautious & Solid (ระมัดระวัง และแข็งแกร่ง) โดยการยังคง คริสตอฟ ดูการ์รี่ และ สเตฟาน กิวาช สองกองหน้าที่ได้เปรียบเรื่องความสูงเอาไว้ และสั่งพวกเขาว่า
ไม่จำเป็นต้องผลิตสกอร์ในทุกการแข่งขัน จากนั้นนำเข้ามือปืนกระบอกเล็กในสมัยนั้นอย่าง เธียร์รี อองรี และ เดวิด เทรเซเก้ต์ เข้ามา และผสานด้วยการป้องกันที่แข็งแกร่ง อย่าง มาร์แซล เดอไซญี่,โลร็องก์ บลองก์, ลิลิยง ตูราม, บิเซนเต้ ลิซาราซู และ ฟรองก์ เลอเบิฟ หรือแม้แต่ ฟาเบียง บาร์กเตส ทำให้พวกเขามีการป้องกันที่หนาแน่นเพียงพอที่จะต้านการโจมตีจาก “พวกบ้าพลัง” ที่มีเกลื่อนทัวร์นาเมนต์ได้ ฝรั่งเศสในชุดนั้นเสียไปเพียงสองประตูในสองนัด ลูกแรกเป็นผลงานโดย ไมเคิล เลาดรู๊ป ผู้ไม่ลงไปร่วมกับเดนิช ไดนาไมต์ เมื่อครั้งปี 1992 และอีกลูกเป็นผลงานของดาวซัลโวทัวร์นาเมนต์นี้ ดาวอร์ ซูเคอร์

แต่ ฌักเกต์ จะไปหานักเตะฝรั่งเศสจากไหน ที่เข้ากับแผนของเขา และต้องเป็นนักฟุตบอลที่มีฝีมือ อย่าลืมว่าฟุตบอลโลกไม่ใช่เกมสะสมแต้มธรรมดา สำหรับฝรั่งเศสแล้ว ศักดิ์ศรีความเป็นเจ้าภาพมันค้ำคออยู่ ขืนจัดตัวเล่นๆ เดี๋ยว Footix (ไก่สีน้ำเงิน สัญลักษณ์การแข่งขันของฟุตบอลโลก 1998) กระโดดเตะคอเข้าให้

นโยบายของฝรั่งเศส : “รวมฝรั่งสร้างทีม”

โชคดีเหมือนถูกหวยรางวัลใหญ่ ที่นโยบายของฝรั่งเศสในขณะนั้น เอื้อให้เกิดปฏิบัติการ “รวมฝรั่งสร้างทีม” ขึ้นมาได้ ฌาร์ค ฌีญัค ประธานาธิบดีแห่งฝรั่งเศสในขณะนั้น เปิดรับผู้อพยพจากประเทศอาณานิคมของตนเองในอดีต โดยเฉพาะในโซนแอฟริกาตะวันตกเฉียงเหนืออย่างแอลจีเรีย ตูนีเซีย โมร็อกโก หรือที่เรียกกันว่า มาเกร็บ (Maghreb) เข้ามา จนทำให้เกิดความหลากหลายของสมาชิกในทีม 

แม้จะเป็นเพียงนโยบายที่พยายามจะเอาใจประชาชนที่เข้ามา และประชาชนฝรั่งเศสที่มีอยู่เดิมก็ตาม
ทั้งเป็นเรื่องจริงที่ซีเนอดีน ซีดาน “ซิซู” ที่เหมาสองลูกพาทีมคว้าแชมป์ จะเป็นบุตรชายแห่งครอบครัวผู้อพยพแห่งแอลจีเรีย ลิลิยง ตูราม จะมีเชื้อสายชาวกัวร์เดอลูป เธียร์รี่ อองรี มีคุณแม่เป็นชาวมาร์ตินิค 

แต่ก็ Black-Blanc-Beur12 ถ้าคุณเล่นฟุตบอลเก่ง จะเป็นคนดำ คนอาหรับ คนขาว ก็เป็นเถอะ แน่นอนว่าฌอง มารี เลอเปน ประธานแนวร่วมแห่งชาติ หรือฝ่ายขวาของฝรั่งเศส พร้อมผู้คนอีกบางส่วนอาจไม่พอใจ

แต่ใครจะค้าน…ถ้ามันจะได้แชมป์


12หรือ “ดำ-ขาว-อาหรับ” ซึ่งล้อเลียนคำว่า Bleu, Blanc, Rouge หรือ “น้ำเงิน-ขาว-แดง” อันเป็นสีเสื้อของประเทศฝรั่งเศส และเสื้อของนักฟุตบอลชาวฝรั่งเศส

ปฏิบัติการ “รวมฝรั่งสร้างทีม” เกิดขึ้นก่อนแข่งได้ไม่นานนัก และฝรั่งเศสเข้าไปถึงรอบชิง แม้จะด้วยการลงสนามในสภาพครบรส ไม่ว่าจะอยู่ 113 นาที ก่อนชนะด้วยลูกโกลเด้นโกลของ โลร็องก์ บลองก์ อยู่จนยื้อถึงจุดโทษกับอิตาลี ซึ่งเอาชนะไปด้วยสกอร์ 3-4 หรือการเอาชนะม้ามืดที่เพิ่งลงแข่งได้เป็นหนแรกอย่างโครเอเชีย (ซึ่งเพิ่งหักปากกาเซียนคว่ำเยอรมนีมาด้วยสกอร์ 0-3 แถมส่งคริสเตียน ฟอร์น เข้า ทบ.1 ผลัด 1 [ใบแดงโดยตรง] ไปตั้งแต่ในนาทีที่ 40 แบบที่ซุปเปอร์แมน โลทาร์ มัธเธอุส ก็ช่วยอะไรทีมไม่ได้ทั้งนั้น) ด้วยสกอร์ 2-1 ในเวลา 90 นาที ด้วยการต้องไล่ตามจาก 0-1 และต้องเสีย โลร็องก์ บลองก์ กองกลางตัวคุมเกม ไปก่อนเล่นรอบชิงด้วยก็ตาม

ในขณะที่บราซิลผ่านเข้ารอบมาด้วยความหืดจับเช่นกัน หลังจากเล่น 90 นาทีและเฆี่ยนชิลี 4-1 ไปในรอบ 16 ทีม ในรอบ 8 ทีมนั้น ก็เกือบคว่ำอย่างหวุดหวิดจากเดนมาร์ก แต่เอาชนะไปได้ 3-2 จากนั้นบราซิลต้องยื้อถึงฎีกาจุดโทษ และเป็น เคลาดิโอ ทัฟฟาเรล ที่ปฏิเสธทั้งลูกยิงของ ฟิลิป โคคู และ โรนัลด์ เดอ บัวร์ สองนักเตะแห่งเนเธอร์แลนด์ บราซิลชนะจุดโทษ 4-2 รวมสกอร์ 5-3 หลังจากเสมอในเวลา 1-1 ไปพบกับฝรั่งเศสในรอบชิง แท้จริงแล้ว แค่นี้ก็คุ้มแล้ว…กับการไม่เคยได้เข้ารอบชิงมาก่อนเลยใน 2 ครั้งหลังสุด นี่คือการมาไกลครั้งแรกของพวกเขาอย่างแท้จริง

แต่รอบชิงคงเป็นอย่างที่ทุกท่านรู้กัน ฝรั่งเศสปาดหน้าบราซิลคว้าแชมป์ด้วยสกอร์ 3-0 ในเวลา 90 นาที เรียกว่าดีลนี้คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม แต่ถ้าถามว่าอะไรที่ทำให้ฝรั่งเศสคว้าแชมป์ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ นอกเหนือจากพลพรรคฝรั่งเศสที่มีวินัยในเกมรับ และเกมรุกที่ดี รวมถึงนโยบายของฝรั่งเศส อย่างที่สองที่ไม่พูดถึงไม่ได้ คงเป็นความผิดประหลาดที่เกิดขึ้นกับทีมชาติบราซิล

ปัญหาของบราซิล : เรื่องลึกลับ ?????????

เอ็ดมุนโด้ ศูนย์หน้าแห่งฟิออเรนติน่า กลายเป็นศูนย์หน้าแทนโรนัลโด้ คนที่มีหวังจะคว้า “รองเท้าทองคำ” ในทัวร์นาเม้นต์นี้ ทั้งโลกต่างตกอยู่ในความตื่นตระหนก โรนัลโด้เองเคยให้สัมภาษณ์ในเหตุการณ์ครั้งนั้นว่า ตนไม่รู้อะไรเลย และตื่นมาพร้อมความสับสน เพื่อนร่วมทีมแจ้งว่าเขาหลุดตัวจริงไปแล้ว เขาจึงไปโรงพยาบาล และกลับมาที่แคมป์ทีมชาติอีกครั้งพร้อมใบรับรองแพทย์ และบอกกับ มาริโอ ซากัลโล่ โค้ชทีมชาติบราซิลในขณะนั้นว่า “ผมต้องลงเล่น” แน่นอนว่าเขาได้ลงเป็นตัวจริง แต่ผลงานการเล่นต่ำกว่ามาตรฐาน ไม่เพียงแต่เขา นักเตะบราซิลทุกคนเล่นเหมือนเอาความมั่นใจไปฝากไว้กับสี่ปีข้างหน้าหมดแล้ว เกมในวันนั้นไม่ปะติดปะต่อกันจนน่าตกใจ ส่งบอลไปไม่มีใครรอรับ หรือช้าไปเกือบตลอด แม้รับได้แต่ก็ทำออกข้าง และออกหลัง ทั้งเดไซญี่ และเลอเบิฟต่างเก็บโรนัลโด้ และผองเพื่อนใส่กระเป๋าได้อย่างเงียบสนิท ไร้แรงทัดทาน เรื่องนี้เป็นตั้งแต่นาทีแรกๆของเกม ท้ายสุดแล้วสองเตะมุมของฝรั่งเศสก็ถูก “ซิซู” เหมาสัมปทานเรียบ แม้ว่าเดไซญี่จะถูกไล่ออกจากสนามเพื่อท้าทายโดยประมาทในครึ่งหลัง หลังชาวฝรั่งเศสก็ไม่มีการยั่วยุคืนแต่ประการใด เขาทำหน้าที่สำเร็จแล้ว และรออย่างใจเย็น ในขณะที่รอประตูตอกฝาโลงจาก เอ็มมานูเอล เปอตีต์

อนาคตของบราซิล : รอวันถอนบัญชีคืน…

คืนนั้น ปารีสมีสีสว่างไสวอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แฟนบอลทั้งหลายไม่ว่าจะมีเชื้อชาติ ศาสนา หรือวัฒนธรรมอันแตกต่างประการใด ก็ต่างมารวมตัวกันเพื่อเฉลิมฉลองอย่างสนุกสนานบนถนนหิน พลางโบกธง ร้องเพลง เคล้าเสียงแตรที่เปล่งแสงภายใต้แสงจันทร์ที่ส่องประกายระยิบระยับ

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ทั้งสองอย่าง ไม่ว่าจะเป็นทั้งนโยบาย และโชคช่วย ล้วนเป็นองค์ประกอบอันสำคัญที่ช่วยให้ฝรั่งเศสคว้าชัยได้ในปี 1998 ท่ามกลางดราม่า การโต้เถียง และความตื่นเต้นจากทุกอณูแห่งการแข่งขัน

ทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในฟุตบอลโลก 1998 ล้วนน่าจดจำ ทั้งเป็นก้าวสำคัญของวงการฟุตบอลฝรั่งเศสจนถึงปัจจุบัน และที่สำคัญยังเป็นบทเรียนสำคัญของทีมชาติบราซิล กับเรื่องราวการ “แก้แค้น” ในอีกสี่ปีให้หลัง ที่แฟนบอลทั่วโลกต้องจดจำและเล่าขานไปอีกนาน กับฟอร์มการเล่นของพลพรรคแซมบ้าในฟุตบอลโลกครั้งถัดมาเมื่อปี 2002

เรียกได้ว่าแสบสันสะท้านทรวงกันเลยจริงๆ

พลพรรคแซมบ้าเอาคืนอย่างไรนั้น…ตามไปอ่านสิครับ =)

Source & Credit: https://thesefootballtimes.co/2020/04/24/france-98-reliving-a-world-cup-of-shocks-stepovers-and-controversial-sponsorships/


iReallyLikeFootball.com เว็บไซต์ คอลัมน์ฟุตบอล บทความฟุตบอล ข่าวฟุตบอล สร้างสรรค์ผลงานจากความตั้งใจ โดยกลุ่มคนที่รักและชอบฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจ

“Football can make a friend, can make a life”

::::: ต้องการติดต่อสอบถามหรือขอลงโฆษณา :::::

แอด LINE : @803toskz หรือคลิกลิงค์นี้ http://nav.cx/omAqg0Q