การซื้อขายนักเตะแข้งพรีเมียร์ เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนไหน ทำไมถึงต้องจ่ายแพง

จากเกมกีฬาแข่งขันฟุตบอลที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องการออกกำลังกาย เชื่อมสัมพันธ์มิตรภาพระหว่างกัน ได้กลายมาเป็นเกมธุรกิจยอดนิยม เนื่องจากการแข่งขันฟุตบอลที่เหมือนเป็นธุรกิจ ดังนั้นนักฟุตบอลเองก็เช่นกัน นักเตะแต่ละคนจะมีมูลค่าตัวต่างหาก ซึ่งปัจจุบันได้มีการซื้อขายนักเตะกันเป็นเรื่องปกติในศึกพรีเมียร์ลีก ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเป็นลีกที่คนไทยและทั่วโลกให้ความสนใจมากที่สุด เหตุผลก็เพราะว่ามีลีลาการเล่นที่ชวนตื่นเต้น ดุดัน สนุก เร้าใจตลอดช่วงเวลา 90 นาที เรามาดูกันเลยจุดเริ่มต้นกันดีกว่าว่า เพราะอะไรถึงเกิดระบบนี้ขึ้นมาสำหรับใครที่สนใจลงทุนให้ได้ผลกำไรเราแนะนำเว็บแจก ยืนยัน เบอร์ รับ เครดิต ฟรี

 

ทำไมตลาดซื้อขายนักเตะ ถึงมีแค่ 2 ฤดู

อย่างที่รู้กันว่าระบบตลาดซื้อขายนักเตะในช่วงฤดูหนาวของปัจจุบันเป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นมาเมื่อในนานมานี้ในวงการฟุตบอล และควานหานักเตะที่มีอายุไม่ถึง 20 ปีเท่านั้น ในสมัยก่อนยังไม่มีการซื้อขายนักเตะในช่วงฤดูร้อน จึงทำให้นักเตะไม่สามารถย้ายทีมได้ตลอดเวลา แล้วอะไรล่ะ ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดระบบนี้ขึ้นมา

จุดกำเนิดซื้อขายของนักเตะนั้น ถือว่าเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญอย่างหนึ่งที่จะช่วยให้ทีมฟุตบอลนั้นประสบความสำเร็จ เพราะว่าบางทีจะมีผู้เล่นคีย์แมนเพียงไม่กี่คนที่สามารถเปลี่ยนแปลงจากทีมหน้ามือเป็นหลังมือได้ หากย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 100 ปีที่ผ่านมา ในยุคแรก ๆ ของฟุตบอลอังกฤษกำลังเป็นช่วงตั้งไข่ การซื้อขายนักเตะยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก ทำให้นักเตะสามารถที่จะย้ายไปเล่นให้ทีมต่าง ๆ ได้อย่างเป็นอิสระ จนกระทั่งประมาณปี 1885 ที่สมาคมฟุตบอลอังกฤษต้องการให้การแข่งขันฟุตบอลนั้นเป็นระดับมืออาชีพมากขึ้น และต้องการควบคุมการลงทะเบียนนักเตะ จึงเป็นสาเหตุให้ผู้เล่นจะต้องลงทะเบียนกับ สโมสรทีมใดทีมหนึ่งในตลอดฤดูกาล หากผู้เล่นคนไหนไม่ได้ลงทะเบียนก็ไม่สามารถได้รับอนุญาตให้ลงแข่งได้

แต่ในขณะเดียวกันก็มีช่องโหว่ แม้จะมีผู้เล่นที่ลงทะเบียนไว้ในสโมสรใดไว้แล้วก็ตาม มันมีผลผูกพันเพียง 1 ฤดูกาลเดียวเท่านั้นแล้วก็จะกลับมารีเซ็ตใหม่เมื่อจบซีซั่น ทำให้นักเตะสามารถย้ายไปอยู่ทีมอื่นได้อย่างอิสระ ซึ่งก็เกิดผลกระทบตามมาว่า         หากสโมสรต้องการเก็บผู้เล่นนี้ไว้ พวกเขาจะต้องเสนอค่าแรงใหม่ในสัญญาที่มีการจ่ายที่สูงขึ้น และแม้ผู้เล่นจะปฏิเสธพวกเขาก็สามารถทำได้ และย้ายให้ไปเล่นกับทีมอื่นได้อย่างสบาย จึงเกิดปรากฏการณ์ปลาเล็กกินปลาใหญ่ เมื่อมีทีมสโมสรที่มีเงินทุนหนาและร่ำรวยกว่า ก็สามารถดึงนักเตะจากทีมเล็กได้ โดยที่ใช้ปัจจัยค่าแรงที่สูงกว่าเป็นเครื่องดึงดูดใจ จึงขาดความสมดุลเกิดขึ้นในวงการฟุตบอลอังกฤษ

 

การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ

ระบบ Ratain transfer เป็นนโยบายที่เป็นส่วนสำคัญในการจะทำให้ลีกอังกฤษเติบโต โดยที่ไม่ต้องการให้ทีมหนึ่งทีมใดผูกขาดความสำเร็จ และทำให้สโมสรฟุตบอลรู้สึกใจชื้นขึ้น เพราะพวกเขาไม่ต้องการที่จะเสียนักเตะไปเมื่อจบฤดูกาลแบบฟรี ๆ แต่กลับตรงกันข้ามกับความรู้สึกของนักเตะหลายคน ที่เหมือนเป็นกับดักไม่ให้พวกเขาได้โบยบินอย่างอิสระ กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่สมาคมฟุตบอลกำหนดขึ้นนั้น ทำให้รู้สึกกดดัน ไร้อำนาจต่อรองมากขึ้น

 

จอร์จ อีสต์แฮม คือนักเตะผู้จุดฉนวน

อีสต์แฮม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงระบบนี้ขึ้นมา เมื่อครั้งปี 1959 ฮีสต์แฮม ได้ทำผลงานโดดเด่นให้กับทีมนิวคาสเซิล โดยยิงประตูไป 18 ประตูจาก 42 นัด ผลงานดังกล่าวนี้ทำให้เขาเป็นที่น่าจับตามอง และสโมสรได้พยายามที่จะต่อสัญญากับเขาในขณะที่สัญญากำลังจะหมดลงพอดี แต่เขากลับปฏิเสธ และเสนอตัวขอขึ้นบัญชีขายในทันที

ทางฝั่ง นิวคาสเซิล เองก็ไม่ยอมให้ อีสต์แฮม ย้ายทีม และยืนยันที่จะไม่ยอมคืนค่าลิขสิทธิ์การลงทะเบียนเช่นกัน แต่ อีสต์แฮม กลับตอบโต้ด้วยการไม่ยอมลงเล่นให้กับ นิวคาสเซิล ตลอดทั้งฤดูกาล 1960-1961 และหันมาทำงานกับครอบครัวของเพื่อนที่ชื่อว่า เออร์นี เคลย์ (ประธานสโมสร ฟูแลม ในปัจจุบัน) ประทังชีพด้วยการขายจุกไม้ก๊อกแทน

การประท้วงของเขาเริ่มเห็นผลในปี 1961 เมื่อ นิวคาสเซิล ยอมขายเขาให้กับ อาร์เซนอล ด้วยค่าตัวเพียง 47,500 ปอนด์ แต่ อีสต์แฮม รู้สึกว่าเสียเปรียบมาก ไม่คุ้มค่ากับเวลาและผลงานที่เขาได้ทุ่มเทไป จึงตัดสินใจยื่นฟ้องดำเนินคดีกับ นิวคาสเซิล ต่อศาลสูง โดยมีสมาคมฟุตบอลอาชีพเป็นผู้ดูแลค่าใช้จ่ายในเรื่องคดีให้

ศาลได้ตัดสินในปี 1963 ว่าระบบ Retain เป็นระบบที่ไร้เหตุผล และไม่เป็นธรรมกับตัวนักเตะ แม้ว่าศาลจะไม่ได้พิพากษาให้นิวคาสเซิลจ่ายค่าตอบแทนให้กับ อีสต์แฮม ตามที่เขาร้องขอก็ตาม เนื่องจากในภายหลังเขาไม่ได้ลงเล่นให้กับสโมสรเลย แต่กลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ระบบนี้หายไป

 

กฎบอสแมน

แม้ว่า อีสต์แฮม จะเป็นผู้จุดชนวนและปลดเอกจากสัญญาทาสที่ใช้ต่อเนื่องมาอย่างยาวนานก็ตาม แต่ก็ต้องยอมรับว่าการ     ซื้อขายนักเตะก็ยังมีข้อผูกมัดและจุดด้อยอยู่ จนกระทั่งในปี 1990 ฌอง มาร์ค บอสแมน ก็ได้มาประสบปัญหาเช่นเดียวกันกับ   อีสต์แฮม ในวัย 25 ปี ที่กำลังจะหมดสัญญากับ อาร์เอฟซี ลีแอช สโมสรในลีกเบลเยียม เขามีปัญหากับการย้ายทีม และถูกแบนจาก recast ทั้งยังถูกลดค่าเหนื่อยลงถึง 75 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง 500 ปอนด์ต่อเดือน เท่านั้น ทำให้เขาตกอยู่ในฐานะพนักงานคนหนึ่ง และเป็นเพียงแค่สโมสรลีกระดับล่างหรือทีมสมัครเล่นเท่านั้น บอสแมน เองก็รู้สึกว่าไม่เป็นธรรม เขาจึงได้ยื่นฟ้องคดีกับ ลีแอช สมาคมฟุตบอลเบลเยียมและยูฟ่า หลังจากใช้การต่อสู้มาเป็นระยะเวลายาวนาน ชีวิตของเขาต้องอยู่ในสภาวะล้มละลาย ชีวิตคู่เขาพังทลาย จนในที่สุดศาลยุติธรรมแห่งยุโรปได้พิพากษาให้ บอสแมน เป็นผู้ชนะ เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 1995 ด้วยเหตุนี้จึงทำให้นักเตะสามารถย้ายทีมได้อย่างอิสระภาพเมื่อหมดสัญญา คดีของบอสแมนได้ถูกเรียกว่า กฎบอสแมน และ มันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการซื้อขายนักเตะของโลกขึ้นไปตลอดกาล

อย่างไรก็ดี ด้วยการที่นักเตะสามารถย้ายทีมได้อย่างอิสระ ไปทีมไหนเมื่อไหร่ก็ได้ บวกกับการเริ่มมีอำนาจในการต่อรองของนักเตะและเอเย่นต์เพิ่มมากขึ้น จนทำให้ตลาดซื้อขายนักเตะเริ่มปั่นป่วน แนวคิดที่จะใช้ระบบตลาดนักเตะฤดูร้อน-ฤดูหนาวจึงได้เกิดขึ้นมา และถูกประกาศใช้กันทั่วยุโรปอย่างเป็นทางการ ในฤดูกาล 2002-2003 ในชื่อว่า Transfer window และได้แบ่งช่วงตลาดซื้อขายนักเตะเป็น 2 ช่วง คือ หน้าร้อนจะเริ่มตั้งแต่จบฤดูกาล ประมาณเดือนกรกฎาคมถึงสิ้นเดือนสิงหาคม และหน้าหนาวจะเริ่มตั้งแต่ต้นเดือนจนจบเดือนมกราคม

ตลาดการซื้อขายนักเตะหน้าร้อนหน้าหนาว แม้ว่าจะประกาศบังคับใช้มาเกือบ 20 ปี แล้วก็ตาม แต่ก็มีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่ยอมรับในระบบนี้ พวกเขามองเห็นว่ามันไม่ได้ช่วยจำกัดอำนาจในการต่อรองของเอเย่นต์เลย แต่มันทำให้การเซ็นสัญญา ผู้เล่นที่แพงเกินเหตุ โดยเฉพาะในวันสุดท้ายก่อนที่ตลาดจะปิด จึงทำให้เกิดข้อคัดค้านของหลาย ๆ คน ที่อยากจะให้ยกเลิกระบบนี้ แต่ก็ยังไม่ได้มีการสรุปผลแต่อย่างใดหรือว่ามีคำตอบที่ตายตัว เพราะระบบนี้มันเอื้อประโยชน์ได้หลายอย่างกับหลายคนขึ้นอยู่กับว่าการแข่งขันในฤดูกาลนี้ มาจากฝ่ายได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์เท่านั้นเอง

แสดงความคิดเห็น