“เติร์ดไทม์ ลัคกี้” สำนวนอั้งม้อชอบว่าไว้ ประจวบเหมาะกับอาชีพผู้จัดการทีมของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด กับ เรนเจอร์ส ในสกอตแลนด์ ย่างเข้าสู่ขวบปีที่สามพอดิบพอดี ขวบปีที่ “เดอะ ไลท์บลูส์” ของพี่เจิด นำจ่าฝูงลีกวิสกี้ ทิ้งห่างอริร่วมละแวกอย่าง เซลติก แทบไม่เห็นฝุ่น

ความฝันในการนำ เรนเจอร์ส ล้มบัลลังก์แชมป์ สกอตติช พรีเมียร์ชิพ เหนือคู่แข่งร่วมเมืองใกล้ความจริงเข้ามาเรื่อยๆ ด้วยผลงานแบบไร้พ่าย ชนะ 23 เสมอ 3 มี 72 คะแนน ทำให้ตอนนี้ทีมของ เจอร์ราร์ด นำห่าง “แชมป์เก่า” อย่าง เซลติก ไกลโขถึง 23 แต้ม และแม้ว่า “ม้าลายเขียว-ขาว” จะแข่งน้อยกว่าอยู่ 2 เกม แต่กระนั้น แม้จะเก็บ 6 แต้มเต็มในเกมตกค้างได้ ก็ยังตามตูดถึง 17 แต้มอยู่ดี

 

เรนเจอร์ส

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2018 เรนเจอร์ส ได้เสี่ยงแต่งตั้ง เจอร์ราร์ด ที่เพิ่งมีประสบการณ์เพียงการคุมทีมเยาวชน ลิเวอร์พูล เข้ามาเป็นนายใหญ่คนใหม่แทนที่ แกรม เมอร์ตี้ ที่กลับไปคุมทีมเยาวชน

เป้าหมายของ “เฮียเจิด” ช่วงแรกในถิ่น ไอบร็อกซ์ คือการปลุก เรนเจอร์ส ให้กลับมาเป็นเบอร์สองรองจาก เซลติก ทีมเดียวให้ได้เสียก่อน เพราะสองฤดูกาลหลังจากเลื่อนชั้นขึ้นมา “เดอะ ไลท์บลูส์” ยังเป็นรอง อเบอร์ดีน เสียด้วยซ้ำ

 

ด้วยผลงานอันเอกอุ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ยักษ์ใหญ่แห่งบุนเดสลีกา เยอรมัน ไม่รอช้ายอมจ่าย 20 ล้านยูโร นำไปปั้นต่อ ในตลาดหน้าหนาวปี 2020



 

แม้ว่าในอดีต เรนเจอร์ส จะเป็นคู่ปรับตลอดกาลกับ เซลติก ทว่าเมื่อ “เดอะ ไลท์บลูส์” ถูกควบคุมกิจการสโมสรในปี 2012 เพราะปัญหาหนี้สิน จนท้ายสุดสโมสรต้องถูกยุบ และก่อตั้งภายใต้ชื่อใหม่ เรนเจอร์ส ฟุตบอล คลับ เริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่ ตั้งแต่ดิวิชั่น 3 (ดิวิชั่น 4 เดิม)

หลังจากปรับตัวอยู่ในลีกสูงสุดด้วยการจบอันดับ 3 มาสองฤดูกาล เรนเจอร์ส ก็ตัดสินใจครั้งสำคัญด้วยการเลือก เจอร์ราร์ด ที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์คุมทีมมาก่อน มาเป็นผู้จัดการทีมคนใหม่

แม้ว่าสองฤดูกาลแรก เรนเจอร์ส ไม่มีโทรฟี่บอลถ้วยทั้งสองรายการ แต่ผลงานในลีกก็ทำได้ตามเป้าหมายแล้ว นั่นคือการจบรองแชมป์ทั้งสองปี

 

จนกระทั่งซีซั่นนี้ ปีที่แฟนๆ เรนเจอร์ส รอคอยก็มาถึง และสามารถพูดได้เต็มปากว่า สกอตติช พรีเมียร์ชิพ ฤดูกาลนี้จบแล้ว เจอร์ราร์ด จะได้ฉลองความสำเร็จแรกในฐานะผู้จัดการทีม ซึ่งเป็นความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะเป็นแชมป์ลีกสูงสุดเหนือคู่ปรับตลอดกาล เซลติก ครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2011 เป็นต้นมา วันที่ “เดอะ ไลท์บลูส์” กลับขึ้นสู่จุดสูงสุดอีกครั้ง

กว่าจะมาถึงวันนี้ เจอร์ราร์ด ปลุก เรนเจอร์ส ให้กลับมามีชีวิตชีวาขึ้นด้วยการให้ลูกทีมเล่นบอลสนุกขึ้น และเติมเต็มศักยภาพในเกมรุก จนเป็นทีมที่ยิงประตูได้มากที่สุดในลีกตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่คุมทัพ และค่อยๆ พัฒนาเกมรับจนเสียประตูน้อยที่สุดในลีกเมื่อฤดูกาลที่สองจบลง ก่อนจะมาลงตัวเป็นอย่างมากในซีซั่นนี้ เมื่อลูกทีมยิงไปได้ถึง 66 ประตู จาก 26 นัด และเสียไปเพียง 7 ลูกเท่านั้น
ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณ ลิเวอร์พูล อดีตต้นสังกัดของ เจอร์ราร์ด ที่ช่วยสนับสนุนด้วยการส่งเด็กๆ มาให้ใช้งาน ทำให้เขามีขุมกำลังให้เลือกสรรมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น จอห์น ฟลานาแกน, โอวี่ เอจาเรีย, เชยี่ โอโจ้ รวมไปถึง ไรอัน เคนท์ ที่ยังเป็นกำลังหลักในแนวรุกชุดปัจจุบัน

ในส่วนของขุมกำลังอื่นๆ มีเพียง เจมส์ ทาเวอร์เนียร์ กองหลังกัปตันทีม กับ อัลเฟรโด้ โมเรลอส หัวหอกโคลัมเบีย สองรายเท่านั้นที่เป็นมรดกตกทอดมา ที่เหลือล้วนเป็น เจอร์ราร์ด ที่เสาะหามาเสริมทัพ

ฤดูกาลแรก เจอร์ราร์ด ดึง อัลลัน แม็คเกรเกอร์ นายทวารวัยเก๋ากลับมาเฝ้าเสา รวมไปถึงแกนหลักชุดนี้รายอื่นๆ อย่าง บอร์นา บาริซิช, เกล็น กามาร่า, สกอตต์ อาร์ฟิลด์, สตีเว่น เดวิส และ เจอร์เมน เดโฟ ก่อนที่ปีสองจะได้ ฟิลิป เฮลันเดอร์ กองหลังสวีดิชจาก โบโลญญ่า เข้ามาเสริมแนวรับ และยืม ยานิส ฮาจี้ ลูกชายของ จอร์จี้ ฮาจี้ ตำนานลูกหนังโรมาเนีย จาก ราซิ่ง เกงค์ มาช่วยปั้นเกมรุก ซึ่งถือเป็นส่วนเติมเต็มที่ช่วยยกระดับทีมขึ้นมา ก่อนที่จะถูกซื้อถาวรเมื่อช่วงต้นซีซั่น ร่วมกับสามกองหน้าอย่าง เคมาร์ รูฟ, เซดริก อิตเท่น รวมถึง เดโฟ ที่กลับมาช่วยคำรบสอง

 

ไม่เฉพาะผลงานในลีกเท่านั้น บนเวทียุโรป เจอร์ราร์ด ยังสะสมชั่วโมงบินจนกระดูกแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยผลงานในยูโรปาลีก เมื่อปี 2018 เจอร์ราร์ด ไม่สามารถพาทีมผ่านเข้ารอบน็อคเอาต์ได้ในการอยู่ร่วมสายแข็งอย่าง บียาร์เรอัล จากสเปน, ราปิด เวียนนา จากออสเตรีย และ สปาร์ตัก มอสโก จากรัสเซีย ก่อนที่จะพาทีมไปไกลถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายในปีต่อมาบนรายการเดิม แต่ก็ต้องหยุดอยู่แค่นั้นด้วยน้ำมือของ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น จากเยอรมัน

ในรอบแบ่งกลุ่มปีนั้น เรนเจอร์ส ต้องอยู่ใน กรุ๊ป ออฟ เดธ ร่วมกับ เอฟซี ปอร์โต้ จากโปรตุเกส, ยัง บอยส์ จากสวิตเซอร์แลนด์ และ เฟเยนูร์ด จากฮอลแลนด์ ทว่า เจอร์ราร์ด สามารถพาลูกทีมหักปากกาเซียนผ่านเข้ารอบเป็นอันดับ 2 ของสาย ก่อนคว่ำ เอฟซี บราก้า อีกหนึ่งทีมดังแดนฝอยทองไปได้ในรอบ 32 ทีมสุดท้าย

ขณะที่ ยูโรปาลีก 2020-21 ในฤดูกาลที่กำลังทำการแข่งขันอยู่ เรนเจอร์ส ผ่านเข้ารอบเป็นอันดับ 1 ของกลุ่มไปแล้วเรียบร้อย เหนือกว่าทั้ง เบนฟิก้า จากโปรตุเกส, สตองดาร์ ลีแอช จากเบลเยียม และ เลช พอซนาน จากโปแลนด์ ขณะที่คู่แข่งในรอบต่อไป ชื่อของ รอยัล อันท์เวิร์ป ไม่ได้เป็นของแข็งสักเท่าไหร่ เรียกได้ว่ามีโอกาสไปได้ไกลกว่าเดิม

 

ด้วยผลงานอันเอกอุ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ยักษ์ใหญ่แห่งบุนเดสลีกา เยอรมัน ไม่รอช้ายอมจ่าย 20 ล้านยูโร นำไปปั้นต่อ ในตลาดหน้าหนาวปี 2020



 

เรนเจอร์ส

จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่าชื่อเสียงของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด จะหอมกรุ่นขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อมีทีมในพรีเมียร์ลีกประสบปัญหาระส่ำระสายภายในทีม ชื่อของ เจอร์ราร์ด มักถูกนำไปเกี่ยวโยงเสมอ ล่าสุดเป็น นิวคาสเซิ่ล ที่ต้องการได้ตัวไปรับหน้าที่แทน สตีฟ บรู๊ซ

ยังไงสุดท้ายก็เป็นการตัดสินใจของ เจอร์ราร์ด แต่เพียงผู้เดียว ที่จะกำหนดอนาคตของตัวเขาเองไปในทิศทางใด หากว่า เรนเจอร์ส คว้าแชมป์ลีกได้อย่างไม่ผิดคาดในฤดูกาลนี้ ซีซั่นหน้าหากว่า เจอร์ราร์ด ยังคุมทัพ “เดอะ ไลท์บลูส์” เขาจะได้พาลูกทีมไปโลดแล่นบนเวที ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นครั้งแรกในอาชีพกุนซือ

 

ทว่าหาก “เฮียเจิด” เลือกไปคุมสโมสรเล็กถึงทีมระดับกลางในพรีเมียร์ลีก เมื่อผลงานออกมาไม่เป็นดังหวัง สถานการณ์ของเขาก็คงจะเหมือน โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เมื่อครั้งคุม คาร์ดิฟฟ์ ซิตี้ แทบไม่เหลือศักดิ์และสิทธิ์ในการกลับไปคุม ลิเวอร์พูล หรือต่อให้ได้งานที่แอนฟิลด์ ก็จะมีเครื่องหมายคำถามตัวเท่าบ้านถึงฝีมือในการคุมทัพคอยสะกิดใจเขาอยู่ตลอดเวลา

แต่หากเขายังอยู่ เรนเจอร์ส ต่อ และรอถึงวันที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ อำลา ลิเวอร์พูล ไปด้วยผลงานที่ทิ้งเอาไว้สูงลิบลิ่ว วันนั้นสถานการณ์ของ เจอร์ราร์ด อาจเหมือน แฟร้งค์ แลมพาร์ด ที่เพิ่งเกิดขึ้นกับ เชลซี ก็เป็นได้
แต่กว่าจะถึงวันนั้น ก่อนอื่นมานับถอยหลังรอฉลองความสำเร็จแรกบนเส้นทางอาชีพกุนซือให้กับชายที่ชื่อ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ให้สมกับการรอคอยถึง 3 ปีเต็ม

เรนเจอร์ส

เรนเจอร์ส

 


iReallyLikeFootball.com เว็บไซต์ คอลัมน์ฟุตบอล บทความฟุตบอล ข่าวฟุตบอล สร้างสรรค์ผลงานจากความตั้งใจ โดยกลุ่มคนที่รักและชอบฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจ

“Football can make a friend, can make a life”

::::: ต้องการติดต่อสอบถามหรือขอลงโฆษณา :::::

แอด LINE : @803toskz หรือคลิกลิงค์นี้ http://nav.cx/omAqg0Q
Facebook : http://www.facebook.com/ireallylikefootball
Email : ireallylikefootball@gmail.com
หรือติดต่อเราได้ที่ http://www.ireallylikefootball.com/contact

แสดงความคิดเห็น