ในหมู่แฟนบอลชาวอังกฤษ มักจะมีการถกเถียงกันเสมอถึงในยุคทองยุคนึงที่ทีมชาติของตนเต็มไปด้วยกองกลางระดับโลก และแน่นอนว่าในปัจจุบันยังไม่สามารถหาใครมาทดแทนได้ ในยุคที่ทีมชาติอังกฤษมีทั้ง เจอราร์ด, แลมพาร์ด, สโคลส์ หลายคนมีคำถามมากมายว่าจะจัดผู้เล่น 3 คนนี้อย่างไรให้ดึงประสิทธิภาพของพวกเขาออกมาให้ได้มากที่สุด? และคุณเชื่อไหมว่า คำถามนี้เคยไปถึงหูสุดยอดบรมโค้ชอย่าง เซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน และแน่นอนเฟอร์กี้ได้ให้คำตอบสั้นๆ ว่า “เล่นแผนอะไรก็ได้ที่มี พอล สโคลส์” เมื่อฟังคำตอบเช่นนั้นของเฟอร์กี้แล้ว คุณคิดว่าอดีตบิ๊กบอสปีศาจแดงอวยอดีตลูกทีมหรือไม่?

อย่าเพิ่งตอบ…เก็บคำตอบไว้ในใจ ถ้าคุณยังไม่ได้อ่านบทความนี้จนจบ

 

พอล สโคลส์

ในปี 2001 สเวน โกรัน อีริคสัน ได้เข้ามาคุมทีมชาติอังกฤษ ตอนนั้น พอล สโคลส์ ในวัย 26 ปี กำลังท๊อปฟอร์มอย่างมาก สเวน เลือกที่จะใช้แผนการเล่น 4-4-2 โดยให้ พอล สโคลส์ เล่นทางปีกซ้าย ซึ่งถึงแม้ว่า เฟอร์กูสัน จะเคยใช้ สโคลส์ เล่นปีกซ้ายมาก่อน แต่นั่นก็ไม่ใช่ตำแหน่งที่เขาถนัด และไม่ใช่ตำแหน่งที่เหมาะสมกับความสามารถของเขา

 

ครั้งหนึ่ง พอล สโคลส์ เคยพูดถึงความท้อแท้ในการเล่นให้กับทีมชาติอังกฤษว่า มีนักเตะบางคนมีความเห็นแก่ตัว ต้องการแต่เรื่องผลประโยชน์ในการเล่นระดับชาติ คิดแต่เรื่องของตัวเองมากกว่าทีม และทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองได้ย้ายไปอยู่กับสโมสรใหญ่ๆ สิ่งเหล่านี้ทำให้เขาเริ่มไตร่ตรองมาซักระยะนึงแล้วก่อนจะประกาศอำลาทีมชาติไป ซึ่งนับเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่สุด ที่นักเตะที่มีพรสวรรค์มากคนนึงนับตั้งแต่ พอล แกสคอยน์ ได้เลิกเล่นให้ระดับชาติไปด้วยอายุเพียง 29 ปี เพราะไม่ได้โชว์ความสามารถได้อย่างเต็มที่

มาในยุคของ สตีฟ แม็คคลาเรน และ ฟาบิโอ คาเปลโล สมัยคุมทีมชาติอังกฤษ เขาทั้งคู่ก็เคยโน้มน้าวให้ สโคลส์ กลับมาเล่นทีมชาติในช่วงที่คุมทีมอยู่ แต่ก็ไม่สำเร็จ สโคลส์ ตัดสินใจเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของ เซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน เพียงทีมเดียวเท่านั้นจนแขวนสตั๊ดด้วยวัย 37 ปี แต่ก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะบ้านของเขาใกล้กับ โอลด์ แทรฟฟอร์ด เพียงแค่ 30 นาทีเท่านั้น จึงทำให้เขาค้าแข้งที่นั่นเพียงที่เดียว

 

ในบรรดานักเตะจากศูนย์ฝึกชุดคลาส ออฟ 92 ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พอล สโคลส์ คือคนที่ได้ขึ้นมาเล่นทีมชุดใหญ่เป็นคนสุดท้าย ด้วยวัย 19 ปี นัดแรกที่เขาลงคือเกมที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เอาชนะพอร์ท เวล ไปด้วยสกอร์ 2-1 ในศึก ลีก คัพ เมื่อเดือนกันยายน ปี 1994 และประตูแรกของเขาเกิดขึ้นหลังจากนั้น 3 วัน ในเกมที่แพ้ให้กับอิปสวิช ไป 3-2 ที่พอร์ทแมน โร้ด

เซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน สังเกตเห็นถึงความสามารถทางเทคนิคของเขาตั้งแต่ยังเด็ก สโคลส์ เป็นเด็กเงียบๆ และขี้อาย แต่ในสนามเขาดูโดดเด่นกว่าคนอื่นๆ เขาใช้ลูกฟุตบอลเป็นสิ่งที่สื่อสารแทนคำพูดทุกครั้งที่เขาทำประตูได้ เฟอร์กี้ ยอมรับอย่างยืดอกว่าเขาเคยดูถูก พอล ว่า ตัวเล็กเกินกว่าที่จะลงเล่นให้กับทีมชุดใหญ่ได้ ในสมัยที สโคลส์ ยังไม่ขึ้นทีมชุดใหญ่ เฟอร์กี้ เคยบอกกับผู้ช่วยโค้ช จิมมี่ ไรอั้น ว่า “พอล จะไม่ได้รับการเลื่อนขึ้นไปเล่นทีมชุดใหญ่” ซึ่งในภายหลัง คำพูดนั้นกลายเป็นเรื่องเล่าที่ถูกพูดต่อกันมาอย่างน่าขบขัน เพราะ สโคลส์ ได้โชว์ความสามารถที่สูงกว่าความสูงของตัวเองที่มีเพียง 5 ฟุต 7 นิ้ว อย่างมาก

พอล สโคลส์

ถึงแม้ว่า พอล สโคลส์ จะเล่นได้ดีตั้งแต่เริ่มลงเล่นครั้งแรก แต่กว่าจะยึดตำแหน่งตัวจริงได้ ก็ต้องรอถึงฤดูกาล 1995/96 เพราะเป็นเวลาที่ มาร์ค ฮิวจ์ส ย้ายไปอยู่เชลซี และ อีริค คันโตน่า โดนแบนถึง 9 เดือน เนื่องจากคดีกังฟูคิกใส่แฟนบอลคริสตัล พาเลส จากนั้น สโคลส์ จึงได้รับหน้าที่เป็นกองหน้าคู่หูของ แอนดี้ โคล และเพียงแค่ 2 เดือนแรก พอล ก็ซัดไปได้ถึง 14 ประตูจากทุกรายการ ทำให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นทีมแรกในอังกฤษที่คว้าถ้วยพรีเมียร์ลีก และเอฟเอ คัพ ในฤดูกาลเดียวกัน ได้เป็นครั้งที่ 2 และต่อมาในฤดูกาลถัดไป สโคลส์ และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกได้อย่างสบายๆ ด้วยคะแนนที่นำห่างอันดับ 2 อย่างนิวคาสเซิล แบบหลายช่วงตัว

 



 

พอล สโคลส์ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วในเรื่องปัญหาทางด้านความสูงว่าไม่เกี่ยวกับการเล่นฟุตบอล แต่ด้วยสไตล์การเล่นของพรีเมียร์ลีกในยุคนั้น ทำให้เขาไม่สามารถเป็นกองหน้าได้ ซึ่งในเวลาต่อมาไม่นาน สโคลส์ ก็ถูกจัดให้เป็นนักเตะในตำแหน่งกองกลาง และนั่นก็กลายเป็นตำแหน่งที่เขายึดครองมาตลอดจนแขวนสตั๊ด หลังจากที่ รอย คีน ได้รับบาดเจ็บที่เอ็นไขว้หลังหัวเข่าจากการปะทะกับ อาล์ฟ อิงเก้-ฮาลันด์ ในเกมที่ เสมอกับ ลีดส์ 1-1 เมื่อเดือนกันยายน 1997 ทำให้ สโคลส์ ต้องถอยลงมาเล่นต่ำแทนที่ของ รอย คีน เพื่ออุดช่องว่างขนาดใหญ่ที่ขาดไป

อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง เออร์ลิ่ง เบราท์ ฮาแลนด์ ปรากฏการณ์ใหม่ของฟุตบอลนอร์เวย์

การขาดนักเตะคนสำคัญอย่าง รอย คีน ไป กลายเป็นปัญหาใหญ่อย่างเห็นได้ชัด จากที่นำเป็นจ่าฝูงถึง 11 เกม กลับกลายเปนพลาดท่าให้อาร์เซน่อล และไม่ได้ถ้วยใหญ่ใดๆ ติดมือมาเลยหลังจบฤดูกาล ซึ่งนี่เป็นฤดูกาลที่ 2 ในยุค 90s ที่พวกเขามีฤดูกาลที่ล้มเหลวเช่นนี้ แต่ความล้มเหลวก็กลายเป็นแรงผลักดันให้พวกเขาระเบิดพลังออกมาในฤดูกาลถัดไป โดย สโคลส์ คือผู้ที่มีบทบาทสำคัญอย่างมาก

 

พอล สโคลส์

ฤดูกาล 1998/99 พอล สโคลส์ ได้รับบทบาทกองกลางตัวกลางอย่างเต็มตัว จากการลงเล่นทุกรายการ 51 เกม เขาทำไปได้ 11 ประตู ช่วยให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าทริปเปิ้ลแชมป์ได้ด้วยการทำประตูที่น่าจดจำมากมาย เขาคือคนที่ยิงประตูชัยให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าชัยชนะเหนือนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ไป 2-0 ของรอบชิง เอฟเอ คัพ ด้วยการยิงจากนอกกรอบได้เป็นครั้งแรก ด้วยเท้าข้างที่ไม่ถนัด อีกครั้งที่น่าจดจำเป็นเกมในแชมเปี้ยนส์ลีก ลูกยิงทะลุลอดช่องใส่อินเตอร์ มิลาน และเขามีส่วนอย่างมากในการฝังตัวเต็งอย่างม้าลายยูเวนตุสไว้ที่รอบรองชนะเลิศ

แต่น่าเสียดาย ที่ฤดูกาลที่ดีที่สุดในชีวิตของเขากลับพลาดในการลงแข่งนัดชิงชนะเลิศเกมแชมเปี้ยนส์ลีก เช่นเดียวกับ รอย คีน กัปตันทีมของพวกเขา อันเนื่องมาจากทั้งคู่ได้รับใบเหลืองครบโควต้า “ไม่ใช่ซุปเปอร์สตาร์ ไม่อวยตัวเอง เขาเป็นผู้เล่นที่น่าเหลือเชื่อที่สุดเท่าที่มนุษย์คนนึงจะเป็นได้แล้ว” นี่คือคำพูดของ คีน ที่กล่าวถึง สโคลส์ ซึ่ง คีน อาจกล่าวถึงการที่เด็กคนหนึ่งที่เกิดอาศัยอยู่ในท้องที่ของสโมสร มาอยู่สโมสรตั้งแต่ยังเด็ก แล้วประสบความสำเร็จมาตลอดในรั้วโอลด์แทรฟฟอร์ดหลังจากอยู่มาถึง 20 ฤดูกาล ความฝันที่ดูจะไกลมากๆ ของเขา กลายเป็นจริงนับตั้งแต่เขาลงเล่นให้กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในยุค 90s ซึ่งการได้ทริปเปิ้ลแชมป์ มีเพียง 2 ทีมเท่านั้นในประวัติศาสตร์ของสหราชอาญาจักร โดยพวกเขาเป็นทีมที่ 2 ต่อจากเซลติก ที่เคยทำได้ในฤดูกาล 1966/67

 

 

ในสนามซ้อมของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด พอล สโคลส์ มีชื่อเล่นที่ถูกเรียกกันปากต่อปากว่า “Sat Nav” อันเนื่องมาจากฝีเท้าในการวางบอลอย่างไร้ที่ติ เขาสามารถโยนบอลข้ามฟากให้เพื่อนในระยะไกลกว่า 40 หลา รวดเร็วและแม่นยำ สโคลส์ ประกาศแขวนสตั๊ดหลังจากที่ลงเล่นไปได้ 30 นาที ในเกมที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เอาชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 3-2 ของศึกเอฟเอ คัพ รอบ 3 ปี 2012 ในเกมนั้นเขาจ่ายบอลไป 71 ครั้ง โดยอัตราการจ่ายบอลสำเร็จอยู่ที่ 97% เป็นสถิติที่ยอดเยี่ยมมากสำหรับนักเตะวัย 37 ปี

พอล สโคลส์

“น่าเศร้า ที่ชายผู้เรียบง่ายแห่งแลงคาเชียร์คนนั้น ไม่สามารถเล่นที่นี่ทั้งชีวิตได้” “ในบรรดานักเตะอังกฤษ นักเตะที่ชาญฉลาด และมีความสามารถขั้นสุดจนทำให้เกมฟุตบอลดูเป็นเกมง่ายๆ จนได้รับคำชมจากเพื่อนร่วมทีม และคู่แข่งแบบ สโคลส์ ถือว่าเป็นนักเตะที่หาได้ยากมาก” นี่คือสิ่งที่ เซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน กล่าวถึงศิษย์รัก

 



 

ความยิ่งใหญ่ของ พอล สโคลส์ ดังไกลไปถึง ลา มาเซีย ศูนย์ฝึกของบาร์เซโลน่า เหมือนที่เราเคยได้ยินกันตามสื่อต่างๆ ซึ่งนั่นเป็นความจริง เด็กที่จบมาจากที่นั่นต่างยก สโคลส์ เป็นไอดอลในการเล่นฟุตบอล โดยคุณสามารถสังเกตุเห็นได้อย่างชัดจากการเล่นของ ชาวคาตาลัน อย่าง ซาบี้ และ อิเนียสต้า ทั้งคู่มีทักษะในการส่งบอล และการอ่านเกมที่คล้ายคลึงกับตำนานนักเตะแห่งแลงคาเชียร์ อย่างมาก และหากคุณกำลังค้นคว้าหาข้อมูลที่เป็นข้อด้อยของ สโคลส์ แล้วละก็ คุณจะเห็นว่า แทบไม่มีข้อบกพร่องในการเล่นของเขาเลย แม้ว่าเขาเป็นนักเตะที่โดนใบเหลืองมากที่สุดเป็นอันดับ 5 ของพรีเมียร์ลีก ที่ 97 ใบ และ 32 ใบ ในยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก ซึ่ง รามอส นักหวดตัวยงเป็นคนเดียวที่เก็บได้เหนือกว่า แต่ สโคลส์ ก็ได้แก้ตัวกับทาง BBC ในปี 2011 จากการเปิดตัวหนังสือของเขาอย่างติดตลกว่า “ผมแค่ลากพวกเขากลับมา”

 

11 แชมป์พรีเมียร์ลีก 3 เอฟเอ คัพ และ 2 แชมเปี้ยนส์ลีก รวมถึงการสร้างประวัติศาสตร์ ทริปเปิ้ลแชมป์ ในปี 1998/99 เรียกได้ว่า สโคลส์ สามารถพูดได้ว่าตัวเองเป็นนักเตะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์คนหนึ่ง ที่เคยค้าแข้งในพรีเมียร์ลีก และแน่นอนว่า ถ้าหากพูดถึงแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แน่นอนว่า ชื่อของ พอล สโคลส์ คือคนแรกๆ ที่เหล่าแฟนบอลพูดถึง

 

Credit: https://thesefootballtimes.co/2019/09/12/names-of-the-nineties-paul-scholes

 

พอล สโคลส์

พอล สโคลส์

 


iReallyLikeFootball.com เว็บไซต์ คอลัมน์ฟุตบอล บทความฟุตบอล ข่าวฟุตบอล สร้างสรรค์ผลงานจากความตั้งใจ โดยกลุ่มคนที่รักและชอบฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจ

“Football can make a friend, can make a life”

::::: ต้องการติดต่อสอบถามหรือขอลงโฆษณา :::::

แอด LINE : @803toskz หรือคลิกลิงค์นี้ http://nav.cx/omAqg0Q
Facebook : http://www.facebook.com/ireallylikefootball
Email : ireallylikefootball@gmail.com
หรือติดต่อเราได้ที่ http://www.ireallylikefootball.com/contact

แสดงความคิดเห็น