ตำนานได้จากพวกเราไปแล้ว : ดิเอโก้ มาราโดน่า เสียชีวิตแล้วด้วยวัย 60 ปี

 

กองหน้าชาวอาร์เจนไตน์เกิดอาการหัวใจวายที่บ้านของตัวเอง หลังจากประสบความสำเร็จในการผ่าตัดหลอดเลือดในสมองได้เพียง 2 สัปดาห์ ซึ่งข่าวนี้กลายเป็นข่าวช๊อควงการฟุตบอลไปทั่วโลก และคนในวงการฟุตบอลต่างออกมาไว้อาลัย

ในบางที่มีการไว้อาลัย โดยเฉพาะที่อาร์เจนติน่าบ้านเกิดของเขา มีการจัดกิจกรรมไว้ทุกข์เป็นเวลา 3 วัน ส่วนในการแข่งขันฟุตบอลศึกแชมเปี้ยนส์ลีก ทุกเกมจะมีการยืนสงบนิ่งก่อนเริ่มเกม 1 นาที ด้านสโมสรโบคา จูเนียร์ส ก็มีการเลื่อนเกมในศึกโคปา ลิเบอร์ตาโดเรส ออกไป บางคนอาจจะมองว่าเป็นอะไรที่เว่อร์เกินไปสำหรับนักฟุตบอลคนนึง ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นหนึ่งในผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในวงการก็ตาม แต่อันที่จริงแล้ว ดิเอโก้ มาราโดน่า ไม่ได้เป็นแค่นักฟุตบอล มาราโดน่า มีอะไรที่มากกว่าคำว่า “นักฟุตบอล” บางสิ่งที่เขาทำ มันเหมือนกับในนิยาย หากคุณไม่เคยรู้เรื่องราวของเขามาก่อน บทความนี้จะทำให้คุณได้รู้จักกับ ดิเอโก้ มาราโดน่า คนนี้มากขึ้น

ดิเอโก้ มาราโดน่า

 

ดิเอโก้ อาร์มาโด้ มาราโดน่า เกิดในย่านลานุส ทางตอนใต้ของเมืองบัวโนส ไอเรส เขาเติบโตมาในชนบทที่เรียกว่า วิลล่า ฟิโอริโต้ แต่สิ่งแวดล้อมก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการแสดงพรสวรรค์ของเขา เขาได้ถูกแมวมองค้นพบ และชักชวนให้เซ็นสัญญากับสโมสรอาร์เจนติโนส จูเนียร์ ซึ่งจากเหตุการณ์นี้ทำให้เขาและครอบครัวต้องย้ายไปอยู่ในตัวเมืองบัวโนส ไอเรส

มาราโดน่า ไต่เต้าตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆ จนได้ลงเล่นในลีกสูงสุดของอาร์เจนติน่าด้วยวัยเพียง 15 ปีเท่านั้น ซึ่งในเกมแรกที่เขาลงเล่น เขาก็ได้โชว์ทักษะ และสไตล์การเล่นอันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเองทันที นั่นก็คือการเลี้ยงบอลลอดขาคู่แข่ง ส่วนประตูแรกของ ดิเอโก้ มาราโดน่า ในฐานะนักฟุตบอลอาชีพ เกิดขึ้นในวันเกิดครบรอบ 16 ปีของเจ้าตัวนั่นเอง

มาราโดน่า ค้าแข้งในสโมสรแรกของตัวเองเป็นเวลา 5 ปี โดยมีสถิติ ทำประตู 116 ลูก จาก 166 เกม ก่อนที่จะย้ายไปอยู่กับโบคา จูเนียร์ส ช่วงปี 1980 ซึ่งที่นั่นทำให้เขาได้ลิ้มรสชาติของการเป็นแชมป์เป็นครั้งแรก โดยการคว้าแชมป์ลีกสูงสุด หลังจากนั้นเจ้าตัวก็ได้ย้ายมาเล่นกับบาร์เซโลน่า ด้วยค่าตัวที่เป็นสถิติโลก ก่อนที่จะไปเล่นฟุตบอลโลกในปี 1982 ต่อมา

ซีซาร์ หลุยส์ เมน๊อตติ อดีตผู้จัดการทีมบาร์เซโลน่า และทีมชาติอาร์เจนติน่า ได้กล่าวย้อนอดีตว่า “ที่ผมไม่ได้พาเขาไปเล่นในฟุตบอลโลก 1978 เพราะว่า ตอนนั้นเขาอายุได้เพียง 17 ปีเท่านั้น” ซึ่งนั่นทำให้ มาราโดน่า พลาดโอกาสแรกในการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกครั้งแรกของทีมชาติอาร์เจนติน่าไปอย่างน่าเสียดาย

ในครั้งนั้น ฟุตบอลโลกในปี 1982 พวกเขาทำไม่สำเร็จ เพราะมีตำนานสุดยอดกองหลังอย่าง เคลาดิโอ เจนไทล์ ที่คุมเกมรับไว้เบ็ดเสร็จ จนเรียกได้ว่าเป็นการปิดประตูเกมรุกของพลพรรคอาร์เจนไตน์อย่างแท้จริง ทั้งที่ในตอนนั้น ดิเอโก้ มาราโดน่า อายุเพียงแค่ 21 ปี แต่เขาได้แสดงฝีเท้าอันโดดเด่นออกมาจนนักเตะระดับท๊อปอย่าง เจนไทล์ ต้องลงมาจัดการด้วยตัวเอง

ส่วนที่ บาร์เซโลน่า มาราโดน่า ก็ไม่ได้โชว์ฟอร์มออกมามากเท่าที่ควร เพราะมีปัญหาบาดเจ็บข้อเท้าหักอย่างร้ายแรง ซึ่งผู้ทำให้เขาประสบปัญหานี้ก็คือ แอนโดนี่ กอยโคเอ็ตเซีย แต่ถึงกระนั้น มาราโดน่า ก็ยิงให้บาร์ซ่าไปถึง 38 ลูก จาก 58 เกม ชีวิตที่กาตาลุนย่า ของ มาราโดน่า จบลงด้วยฉากทะเลาะวิวาทของเจ้าตัวที่พยายามแก้แค้น แอนโดนี่ กอยโคเอ็ตเซีย หลังแพ้ในเกมนัดชิงชนะเลิศศึก โกปาเดลเรย์ ปี 1984

ดิเอโก้ มาราโดน่า

และหลังจากที่สร้างเรื่องน่าปวดหัวให้กับบาร์เซโลน่า สุดท้ายเขาก็ย้ายไปอยู่กับนาโปลี ด้วยสถิติโลกอีกครั้ง โดยที่นั่น เป็นจุดเริ่มต้นการสร้างตำนานของเจ้าตัวอย่างแท้จริง

 



 

การย้ายไปนาโปลี คือดีลที่ดีที่สุดสำหรับ ดิเอโก้ มาราโดน่า สโมสรนาโปลีในตอนนั้น เรียกได้ว่ามีศักยภาพทีเดียว แต่ขาดคนที่จะมาช่วยกระตุ้นคนในทีม และแฟนบอลก็เรียกร้องสิ่งนี้อย่างมาก มาราโดน่า ต้องการได้รับคำชื่นชม หลังจากมีข่าวแย่ๆ เกี่ยวกับตัวเอง ส่วนนาโปลีก็ต้องการชื่นชมการเล่นของเขาเช่นกัน

มาราโดน่า สามารถโชว์เทพได้ตั้งแต่ลงสนามครั้งแรก เขาช่วยยกระดับทีม จนกระทั่งสร้างประวัติศาสตร์ให้นาโปลีกลายเป็นแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา ครั้งแรกได้สำเร็จ จากการยิงเพียงแค่ 10 ประตูเท่านั้น ในฤดูกาล 1986-87 ส่วนในโคปปา อิตาเลีย นัดชิงที่เจอกับ อตาลันตา ตำนานชาวอาร์เจนไตน์รายนี้ยิงไปถึง 2 ลูก จากสกอร์รวม 4-0

แต่ความสำเร็จของ มาราโดน่า กับนาโปลี ไม่ได้หยุดแค่นั้น ในปี 1989 พวกเขาก้าวขึ้นไปเป็นแชมป์ ยูฟ่าคัพ และตามด้วยการกลับมาเป็นแชมป์กัลโช่ เซเรีย อา อีกครั้งหนึ่ง ในปี 1990 หลังจากที่ได้อันดับสองในลีกมาตลอดนับตั้งแต่คว้าแชมป์หนแรก จากนั้นตามมาด้วยถ้วยซุปเปอร์โคปปา อิตาเลีย จะเห็นว่าในตอนนั้น นาโปลีกลายเป็นหนึ่งในทีมที่ดีที่สุดในโลก ที่อยู่ในลีกที่มีการแข่งขันเข้มข้นมากที่สุดในยุโรป และกล้าพูดได้อย่างเต็มปากว่า พวกเขาก้าวสู่จุดสูงในประวัติศาสตร์ของสโมสรได้ก็เพราะ ความอัจฉริยะของ ดิเอโก้ มาราโดน่า

ดิเอโก้ มาราโดน่า

และแน่นอนว่า นาโปลีเป็นทีมที่ดีสำหรับ มาราโดน่า ในฐานะอาชีพนักฟุตบอลคนนึง แต่ในเรื่องวิถีชีวิต ที่นั่นอาจไม่เหมาะกับเขาเท่าไหร่นัก จากการที่เขาเป็นคนชื่นชอบปาร์ตี้และเล่นยา จึงทำให้เขาถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับแก๊งอาชญากรรมในพื้นที่ ชีวิตนอกสนามของ มาราโดน่า ไม่ได้ใกล้เคียงกับคำว่าคนรักสุขภาพเลย ซึ่งถ้าเป็นนักเตะคนอื่นๆ คงส่งผลต่อผลงานในสนาม แต่มันไม่เคยส่งผลกับ มาราโดน่า เพราะโดยปกติ เขาก็เป็นคนแบบนี้อยู่แล้ว

 

ในปี 1986 คือปีที่พีคที่สุดสำหรับเรื่องราวดั่งเทพนิยายของมาราโดน่า และมันเกิดขึ้นในศึกฟุตบอลโลกที่เม็กซิโก ดาวเตะชาวอาร์เจนไตน์รายนี้มีความปรารถนาอย่างยิ่งที่จะสร้างบางสิ่งให้เกิดขึ้น ซึ่งเขาก็แสดงให้เห็นด้วยการช่วยให้ทีมไร้พ่ายทั้ง 7 เกมในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย จนกลายเป็นแชมป์ได้สำเร็จ

โดยในเกมเปิดสนามที่ชนะเกาหลี 3-1 มาราโดน่า เป็นคนแอสซิสทั้ง 3 ลูก เกมที่เจออิตาลี มาราโดน่า คือคนที่ยิงช่วยให้ทีมไม่แพ้ในเกมนั้น จากนั้นเสือเตี้ยก็ได้ช่วยให้อาร์เจนติน่าโค่นบัลแกเรีย 2-0 กลายเป็นแชมป์กลุ่ม

มาในรอบน๊อคเอาท์ เขาถูกผู้เล่นอุรุกวัยประกบอย่างหนัก จนไม่สามารถทำประตูและแอสซิสได้เลย แต่ในเกมต่อมา มาราโดน่า ก็ได้แสดงฟอร์มอันสุดยอด จนเกมนี้กลาย 1 ใน 2 เกมที่ดีที่สุดของทัวร์นาเม้นต์ เสือเตี้ยซัดไป 2 ตุง ในเกมที่เจอกับอังกฤษ และอีก 2 ตุงในเกมที่เจอกับเบลเยี่ยม ซึ่งในทั้ง 4 ลูกที่เขายิง ล้วนแล้วแต่เป็นประตูที่คุณภาพทั้งสิ้น

ลูกแรกที่เขายิงใส่เบลเยี่ยม คือการวิ่งเลี้ยงบอลแบบลุยเดียวที่คมมากๆ และยิ่งไปกว่านั้น เขาจบสกอร์ด้วยข้างเท้าด้านนอกของเท้าซ้าย ส่วนลูกที่สอง เขาม้วนบอลผ่านแนวรับทั้งหมดของเบลเยี่ยม ก่อนที่จะจบสกอร์อย่างรวดเร็ว ทั้ง 2 ลูกนี้เป็นประตูที่สุดยอด แต่น่าเสียดายที่มันมักจะถูกลืม เมื่อเทียบกับลูกยิงที่เขายิงใส่อังกฤษ เพราะ 2 ใน 3 ประตูของเกมนั้น ที่เขายิงได้ เป็นประตูในรูปแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในฟุตบอลโลกทั้งสิ้น

ลูกแรก หัตถ์พระเจ้า ไม่มีใครไม่รู้จักลูกยิงประตูอันฉาวโฉ่ ซึ่งถึงแม้ว่ามันจะเป็นการโกงอย่างโจ่งแจ้ง แต่เขาก็หลอกผู้ตัดสินได้อย่างแนบเนียน ลูกที่สอง หลายคนคงเคยเห็นในคลิปหรือไฮไลต์กันแล้ว ซึ่งทุกวันนี้ยังมีการแชร์กันอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้เวลาจะผ่านล่วงเลยมาเป็นสิบๆ ปี นั่นคือการที่นักเตะนามว่า ดิเอโก้ มาราโดน่า ทำการท้าทายทีมชาติอังกฤษทั้งทีมด้วยการเลี้ยงบอลโซโล่เดี่ยวอย่างสุดเหลือเชื่อ เขาวิ่งลากบอลตั้งแต่ในฝั่งของตัวเอง ไปถึงหน้าประตูฝั่งอังกฤษ ภายใต้ความกดดันมหาศาล ก่อนจะยิงเข้าไปอย่างโหดเหี้ยม มันคือประตูที่น่าเหลือเชื่อโดยแท้จริง ราวกับเป็นฉากๆ นึงในหนังแอคชั่นที่สุดระทึกและตื่นเต้น แต่อย่าลืมว่านี่มันเป็นการโชว์ที่ไม่ได้รับการเตรียมตัวมาก่อน เพราะมันคือของจริง! ผนวกกับทักษะระดับปรมาจารย์ จึงทำให้มันเป็นประตูที่สุดยอดที่สุดเท่าที่ฟุตบอลโลกเคยมีมา ไฮไลต์การทำประตูแบบนี้ในทัวร์นาเม้นต์ระดับโลกมีอยู่ลูกเดียวที่ใกล้เคียงที่สุด คือลูกยิงของทีมชาติบราซิล ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกปี 1970 แต่นั่นเป็นการเล่นแบบเป็นทีม แต่ของ มาราโดน่า นั้นเป็นการโซโล่เดี่ยว

มาในเกมชิงชนะเลิศ มาราโดน่า โดนประกบติดอีกครั้ง แต่ยังมีผลงานที่น่าจดจำอยู่เช่นกัน นั่นคือแอสซิสให้ จอร์จ เบอรูชาก้า ยิงประตูสุดท้ายในเกมที่ทำให้ทัพฟ้าขาวได้กลายเป็นแชมป์โลก ในฐานะกัปตันทีม ทำให้ มาราโดน่า ได้มีโอกาสขึ้นไปรับถ้วยด้วยตัวเอง และชื่อของเขาก็กลายเป็นที่จารึกไว้ในประวัติศาสตร์ตลอดกาล

ดิเอโก้ มาราโดน่า

 

หลังจากนั้น มาราโดน่า ก็พาทีมชาติอาร์เจนติน่ามาเล่นในนัดชิงชนะเลิศได้อีกครั้ง ในศึกฟุตบอลโลกปี 1990 และเป็นการป้องกันแชมป์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของตัวเอง แต่สุดท้ายแล้วฟุตบอลโลก 1990 ผู้ชูถ้วยสีทองอร่ามกลับไม่ใช่ ดิเอโก้ มาราโดน่า

ถึงกระนั้นก็ตาม ไม่ใช่ว่าอาร์เจนติน่าไม่พยายามในการป้องกันแชมป์ แต่มันยากที่จะรักษาความเพอร์เฟ็คของทีมให้อยู่ในระดับเดียวกัน และยิ่งยากขึ้นไปอีกเมื่อมีคนชอบนำมาเปรียบเทียบ คนส่วนใหญ่มักจะมองว่า การที่อาร์เจนติน่าได้แชมป์ฟุตบอลโลกครั้งนั้น เป็นเพราะ มาราโดน่า เพียงคนเดียว อันที่จริงแล้วมันไม่ไช่เลย แต่หากมองในแง่ความมีอิทธิพลต่อทีมก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกัน เพราะในฟุตบอลโลกปี 1986 อาร์เจนติน่ายิงไปถึง 14 ลูก ซึ่ง มาราโดน่า มีส่วนร่วมไปถึง 10 ประตู หรือพูดอีกอย่างคือ เขามีส่วนร่วมในการทำประตูถึง 71% จากทั้งหมด และจากรายงานของ Opta การมีส่วนร่วมถึง 10 ลูกนั้น (มาราโดน่า แอสซิส 5 ยิง 5) ตั้งแต่ในฟุตบอลโลก 1986 ก็ไม่มีใครสามารถทำได้ขนาดนั้นมาก่อนเลย

 

หลังจากพาทีมชาติอาร์เจนติน่าครองโลก ดิเอโก้ มาราโดน่า ก็กลับมาพาสโมสรของตนเองในตอนนั้นอย่างนาโปลี ครองเซเรีย อา แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเขา จบลงด้วยเรื่องนอกสนามเพราะยาเสพติด มาราโดน่า ย้ายออกจากนาโปลี ในปี 1992 เพราะโทษแบนคดียาเสพติดที่มีโทษนานมากๆ หลังจากนั้นเขาก็กลับมาเล่นฟุตบอลอีกครั้งกับเซบีย่า เขาอยู่ที่นั่นเพียงฤดูกาลเดียว ก่อนจะกลับไปอาร์เจนติน่า เพื่อเล่นให้นิวเวลส์ โอลด์ บอยส์ แล้วก็กลับมาอยู่กับโบคา จูเนียร์ส 3 ปี การถูกแบนในข้อหายาเสพติดยังทำให้เขาอดไปเล่นฟุตบอลในปี 1994 อีกด้วย และนั่นทำให้อาชีพฟุตบอลของเขาจบลงด้วยความล้มเหลว และน่าอับอาย

ดิเอโก้ มาราโดน่า

 

แต่ด้วยการที่ ดิเอโก้ มาราโดน่า ได้สร้างความทรงจำที่ดีมากมายต่อแฟนบอล คนส่วนใหญ่จึงจดจำเขาได้แต่ในช่วงเวลาดีๆ โดยเฉพาะเด็กๆ ที่โตมาในยุคของเขา ได้ดูการเล่นของเขา จะได้เห็นว่าเรื่องราวของ มาราโดน่า คือเทพนิยายอย่างแท้จริง เขาคือร๊อคสตาร์คนสุดท้ายแห่งวงการฟุตบอล

ด้วยอิทธิพลในวงการฟุตบอลของเขา ทำให้ฟุตบอลอาชีพในยุค 90s มีพัฒนาการอย่างก้าวกระโดด จังหวะของเกมเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นักเตะอาชีพหลายๆ คนมีร่างกายที่ดีขึ้น กำยำขึ้น และไม่ค่อยมีนักเตะที่อ้วน วิทยาศาสตร์การกีฬาถูกพัฒนาเรื่องการโภชนาการ และมีการทำงานอย่างมืออาชีพมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้เหมือนกับว่า มาราโดน่า ได้ยกระดับความเป็นนักฟุตบอลมืออาชีพให้เป็นงานที่ยากยิ่งขึ้น ใครที่จะเข้ามาเป็นนั้นต้องทุ่มเทตัวเองอย่างมาก

ซึ่งความความทุ่มเทนี้ ก็ได้รับอิทธิพลมาจากทัศนคติที่แท้จริงของ มาราโดน่า เช่นกัน เพราะว่าเขาเป็นคนรักสนุก ไม่อยู่ในกฏระเบียบ จึงทำให้ถึงแม้ว่าเขาจะมีพรสวรรค์มากกว่าคนอื่นมาก ก็กลับกลายเป็นล้มเหลวได้เช่นกัน นั่นทำให้ในยุคหลังๆ นักเตะประเภทนี้แทบไม่ได้เกิดอีกเลย แทบไม่มีนักเตะประเภทร๊อคสตาร์หลงเหลืออีกแล้วในยุคนี้ เพราะแค่ข่าวจากสื่อเพียงเรื่องเดียวก็ทำให้นักเตะประเภทนี้ถูกลบหายออกไปจากวงการได้อย่างง่ายดาย

ดิเอโก้ มาราโดน่า

และสิ่งเหล่านี้เองทำให้ มาราโดน่า เป็นสัญลักษณ์ของช่วงเวลาที่วงการฟุตบอลมีเสรีภาพอย่างแท้จริง แต่นั่นก็เพราะพรสวรรค์ที่มีอยู่ในตัวเขามีมากมายจนทำให้เขากระโดดข้ามความยากจน มายังชีวิตที่ฟุ่มเฟือยจนไม่สามารถควบคุมได้นั่นเอง ซึ่งเมื่อคุณเป็นเช่นนั้น คุณจำเป็นต้องสู้กับปีศาจภายในตัวคุณ และบังคับตัวเองให้อยู่เส้นทางที่ถูกต้อง เพื่อที่จะได้ออกไปสังหารศัตรูที่อยู่ในสนามฟุตบอลในแต่ละเกม

นี่ก็คืออีกหนึ่งสาเหตุเช่นกัน ที่คนมักจะจำในเฉพาะเรื่องดีๆ มากกว่า เพราะ มาราโดน่า ในช่วงปลายยุค 80s นั้น เขาทำให้วงการฟุตบอลดูแตกต่างจากแต่ก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง เขาทำให้นักเตะดูมีความอิสระมากขึ้น, แตกต่างได้มากขึ้น, มีบุคลิกชัดเจนมากขึ้น นี่คือสิ่งที่ไม่มีใครเทียบ มาราโดน่า ได้ แม้ว่าจะประสบความสำเร็จในวงการฟุตบอลแค่ไหนก็ตาม

ส่วนในสนาม ความสามารถของ ดิเอโก้ มาราโดน่า แตกต่างออกไปจากคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด เขาเป็นเพลย์เมคเกอร์ที่มีการสัมผัสบอลตอนครองบอลที่ยอดเยี่ยม เทคนิคที่โดดเด่น และเท้าซ้ายที่เฉียบคม เขาสามารถทำได้ทั้งการส่งบอล เลี้ยงบอล และยิงประตู เขามองเห็นมุมมองที่ใครหลายคนมองไม่เห็น และมีการตัดสินใจที่รวดเร็ว รวมทั้งการหาโอกาสต่างๆ ในเกมฟุตบอลที่ไวจนยากหาใครเทียบเคียง เขาเป็นทั้งนักสู้ และผู้นำในคนเดียวกัน มันเหมือนกับการเอาทักษะของ ลิโอเนล เมสซี่ มาผสมด้วยทัศนคติของ คาร์ลอส เตเวส และใส่ความเป็นผู้นำของ ฮาเวียร์ ซาเน็ตติ เข้าไปอีกคน

 



 

หลังจากแขวนสตั๊ด มาราโดน่า ก็ได้มีโอกาสเป็นผู้จัดการทีมในชุดฟุตบอลโลก 2010 ผู้คนต่างมองว่าทีมชุดนั้นต้องประสบความสำเร็จแน่ๆ แต่อันที่จริงแล้ว ทีมชาติประสบปัญหาจนต้องต่อสู้อย่างยากลำบากตั้งแต่รอบคัดเลือก จนมาแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในเกมที่แพ้ให้เยอรมันรอบ 8 ทีม หากมองแบบภาพรวม ไฮไลต์ในบทบาทผู้จัดการของเขาที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ การนั่งอยู่ที่ม้านั่งสำรอง แล้วมีตากล้องชื่อดังมากมายมารุมถ่ายรูปเขาก่อนที่เกมจะเริ่ม หรือไม่บางคนก็มีภาพจำเป็นความล้มเหลวท่ามกลางสายฝนในฟุตบอลโลก 2010 และในรอบคัดเลือกปี 2009

 

มาถึงในยุคที่มีอินเตอร์เน็ต คำพูดที่กล่าวถึง มาราโดน่า จากนักเตะดังๆ มักจะเป็นคำชื่นชม และให้การยอมรับเกี่ยวกับความสามารถ และเทคนิคอันน่าทึ่งของเขา สไตล์การเล่นที่มีความเอ็นเตอร์เทน น่าตื่นเต้น ทำให้นักเตะเหล่านั้นรู้สึกว่า ทุกๆ อย่างสามารถเกิดขึ้นได้ และเป็นแรงบัลดาลใจที่ยอดเยี่ยมที่สุด

ก่อนที่ มาราโดน่า จะเสียชีวิต มีคำพูดเปรียบเปรยจากนักเตะหลายๆ คนในทางยกย่องอย่างมากมาย อย่างเช่น ย้อนกลับในปี 2000 มิเชล พลาตินี่ เคยกล่าวไว้ว่า “สิ่งที่ ซีเนอดีน ซีดาน ทำได้กับลูกฟุตบอล แต่ มาราโดน่า สามารถทำได้กับผลส้ม”

ดิเอโก้ มาราโดน่า ไม่ได้เป็นแค่นักฟุตบอล เขาเป็นผู้สร้างแรงบันดาลใจ จากการสร้างเทพนิยาย ดั่งคำพูดของ ริโอ เฟอร์ดินานด์ ที่ได้กล่าวหลังจากที่ชายผู้นั้นเสียชีวิตไป ว่า “ผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ยอดเยี่ยมที่สุด ศิลปิน ชายผู้ทรงเสน่ห์ ผู้นำ ผู้ชนะ หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ผมเริ่มเตะฟุตบอล และคนที่ผมมักจะทำเลียนแบบเสมอตอนเป็นเด็ก”

R.I.P. ดิเอโก้ คุณคือแรงบันดาลใจให้กับเด็กๆ จากบัวโนส ไอเรส ไปจนถึงบัลแฮม มีแต่คนที่โตขึ้นเพื่อจะกลายเป็นนักฟุตบอลเหมือนกับคุณ เล่นอย่างมีความสุข สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ กล้าหาญ และโด่งดัง เด็กหลายล้านคนทั่วโลกต่างเล่นเกมที่มีคุณอยู่ในเกม ไม่มีใครที่สร้างมรดกให้กับวงการฟุตบอลได้เท่านี้อีกแล้ว

 

CREDIT: https://www.squawka.com/en/diego-maradona-the-greatest-the-best-the-artist

 

ดิเอโก้ มาราโดน่า

ดิเอโก้ มาราโดน่า

ดิเอโก้ มาราโดน่า

ดิเอโก้ มาราโดน่า

 


iReallyLikeFootball.com เว็บไซต์ คอลัมน์ฟุตบอล บทความฟุตบอล ข่าวฟุตบอล สร้างสรรค์ผลงานจากความตั้งใจ โดยกลุ่มคนที่รักและชอบฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจ

“Football can make a friend, can make a life”

::::: ต้องการติดต่อสอบถามหรือขอลงโฆษณา :::::

แอด LINE : @803toskz หรือคลิกลิงค์นี้ http://nav.cx/omAqg0Q
Facebook : http://www.facebook.com/ireallylikefootball
Email : ireallylikefootball@gmail.com
หรือติดต่อเราได้ที่ http://www.ireallylikefootball.com/contact

แสดงความคิดเห็น