25 พฤษภาคม 1977 เป็นที่รู้กันดีว่า ยอดนักเตะนาม “เควิน คีแกน” ได้สร้างประวัติศาสตร์สำคัญ พาลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ และนั้นถือเป็น ครั้งแรกที่ทีมจากเกาะอังกฤษได้สัมผัสกับถ้วยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุโรปใบนี้

ในวัย 26 ปี ถือเป็นช่วงที่ คีแกน ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของตัวเอง จนกลายเป็นหัวใจสำคัญของทีมเครื่องจักรสีแดง แต่แล้วเกมที่ลิเวอร์พูลเอาชนะโบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค ไป 3-1 ก็กลายเป็นนัดสุดท้ายของเขา เมื่อ จอห์น สมิธ ประธานสโมสรได้ตกลงยินยอมขายผู้เล่นที่เป็นสัญลักษณ์ของหงส์แดงไปในฤดูกาล 1976-77

 

3 แชมป์ลีกสูงสุด 2 ยูฟ่า คัพ 1 เอฟเอ คัพ และ 1 ยูโรเปี้ยน คัพ นั่นคือสิ่งที่ คีแกน คว้ามาได้ ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่อยู่กับลิเวอร์พูล แต่งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา เขาได้ออกเดินทางเพื่อไปเผชิญกับความท้าทางครั้งใหม่ และก้าวออกจากเซฟโซนของตัวเอง ซึ่งนั่นรวมถึงการที่ คีแกน ได้ผลิตผลงานเพลงออกมา จนกลายเป็นเพลงฮิตที่โด่งดังอย่างมากในยุค 70s นั่นก็คือเพลง “Head Over Heels In Love” และเพลงก็ดังจนได้ติดอยู่ในอัลบั้ม Top 40 Smash hit อีกด้วย

เควิน คแกน

 

หลังจากยิงประตูได้ 100 ลูก จากการลงเล่น 323 เกม คีแกน ก็ได้โบกมือลาถิ่นแอนฟิลด์ เพื่อไปเปิดประสบการณ์ใหม่ที่เยอรมันกับ ฮัมบูร์ก เขาได้ทิ้งโอกาสการคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ครั้งที่ 2 แล้วไปอยู่กับทีมที่ไม่เคยแม้แต่ได้อันดับ 6 ในลีกมานานถึง 2 ทศวรรษ นั่นคือความท้าทายอันยากยิ่งที่กำลังรอเขาอยู่

อย่างไรก็ตาม ฮัมบูร์ก ก็ยังถือว่ามีหน้ามีตาในระดับทวีปอยู่ เพราะพวกเขาเพิ่งจะได้แชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ วินเนอร์ส คัพ โดยการเอาชนะ อันเดอร์เลช ไป 2-0 เมื่อสองเดือนก่อนที่จะได้ตัว คีแกน มาร่วมทีม และการคว้าแชมป์ครั้งนั้นทำให้ บริษัทฮิตาชิ บริษัทยักษ์ใหญ่แห่งญี่ปุ่นทุ่มทุนสนับสนุนสโมสรฮัมบูร์กอย่างมาก และส่งผลให้ คีแกน ได้ค่าเหนื่อยสูงถึง 1 แสนปอนด์ต่อปี แต่ถ้ารวมกับข้อตกลงอื่นๆ อีก เบ็ดเสร็จแล้ว เขามีรายได้ทั้งหมดสูงถึง 2.5 แสนปอนด์ต่อปีเลยทีเดียว

 

ปีเตอร์ โครห์น ผู้จัดการด้านธุรกิจของฮัมบูร์ก เคยพูดยกย่องว่า การมาของ คีแกน เปรียบเสมือนพระเยซูที่เสด็จมาปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายในห้องแต่งตัวที่เต็มไปด้วยนักเตะเยอรมัน แต่ดาวเตะชาวยอร์คเชียร์ผู้ที่นำฟุตบอลสมัยใหม่เข้ามาสู่ทีมรายนี้มีค่าตัวสูงถึง 5 แสนปอนด์ ซึ่งนั่นกลายเป็นสถิติค่าตัวนักฟุตบอลที่สูงที่สุดในอังกฤษเลยทีเดียว แถมยังเกือบสูงเป็น 2 เท่าของสถิติค่าตัวของนักเตะเยอรมันในเวลานั้นเลยด้วย

ลีกเยอรมันในตอนนั้น แต่ละสโมสรห้ามมีนักเตะต่างชาติเกิน 2 คน และการมาของกัปตันทีมอย่าง อิวาน บุลจาน ในช่วงตลาดซื้อขายฤดูร้อน ก็ทำให้ฮัมบูร์กมีนักเตะต่างชาติอยู่ 2 คนพอดิบพอดี และการมาของนักเตะต่างชาติ 2 คนนี้ ก็เป็นเหตุให้ ฮอร์สท์ แบลงเค่นเบิร์ก ผู้เล่นที่เคยคว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ วินเนอร์ส คัพ ถึง 3 สมัยกับอาแจ็กซ์ และเป็นที่รักของเพื่อนฝูงในห้องแต่งตัว จำเป็นต้องออกจากทีมไป ด้วยเรื่องของค่าใช้จ่ายของสโมสร เพราะเจ้าตัวคือคนที่ได้รับค่าเหนื่อยสูงที่สุดในทีมตอนนั้นนั่นเอง

 

ฮัมบูร์ก

คีแกน เซ็นสัญญากับฮัมบูร์กด้วยค่าตัวที่สูงที่สุดในลีกเยอรมัน ดังนั้นก็ไม่น่าแปลกใจที่เขาจะได้รับค่าเหนื่อยสูงจนเหล่าเพื่อนร่วมทีมอิจฉา ส่วนทางด้านผู้จัดการทีม รูดี้ กูเตนดอล์ฟ ก็ได้เข้ามาทำหน้าที่แทน คูโน่ โคลเอตเซอร์ และแน่นอนว่านั่นไม่ใช่เรื่องที่น่าพอใจสำหรับนักเตะหมู่มากในทีมเท่าไหร่นัก

อย่างที่กล่าวไป ฮัมบูร์กใช้เงินจำนวนมากเพื่อที่จะทำให้สโมสรมีการเปลี่ยนแปลงโดยเร็วที่สุด แต่นั่นกลับทำให้บรรยากาศในห้องแต่งตัวของทีมกลายเป็นห้องที่เลวร้ายของ คีแกน ไปโดยปริยาย ซึ่งเขาเคยบอกไว้ว่า 6 เดือนแรกที่อยู่กับทีมฮัมบูร์ก มันคือฝันร้ายสำหรับเขา

“ในการซ้อมครั้งแรก ผมยังจำความรู้สึกการถูกเพื่อนร่วมทีมไม่ให้การยอมรับในตัวผมได้เป็นอย่างดี เวลาที่ผมวิ่งหาช่องว่างได้สวยๆ แทบจะไม่มีครั้งไหนที่พวกเขาจ่ายบอลให้ผมเลย และถ้าหากผมตะโกนขอบอล พวกเขาก็จะส่งบอลไปหาคนอื่นแทน” นั่นคือสิ่งที่ คีแกน ได้เขียนไว้ในหนังสือที่ชื่อว่า My Life in Football ซึ่งเป็นหนังสืออัตชีวประวัติของเขาที่วางขายในปี 2018 “ผมพยายามปรับตัวเองให้เข้ากับเพื่อนร่วมทีมตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้าไป แต่แน่นอน อุปสรรคของผมในตอนนั้นก็คือเรื่องภาษา ผมไม่เคยมีประสบการณ์อะไรเช่นนี้มาก่อนเลย”

 

ฮัมบูร์ก

ส่วนชีวิตนอกสนามของ คีแกน ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน ฌอง ภรรยาของเขากับสุนัขชีพด๊อก 2 ตัว ใช้ชีวิตอย่างยากลำบากอยู่บนชั้น 19 ของโรงแรมที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง พวกเขาเบื่อหน่ายกับการใช้ชีวิตในโรงแรม จนต้องย้ายไปอยู่บังกะโลย่านชานเมืองที่ชื่อว่า อิทซ์สเต๊ดท์ ที่นั่นช่วยให้พวกเขารอดพ้นจากความวุ่นวายทั้งหลายจากในตัวเมือง และทำให้ คีแกน สามารถโฟกัสกับการเล่นฟุตบอลได้อย่างเต็มที่

คีแกน พยายามอย่างหนักที่จะพิสูจน์ตัวเองให้เพื่อนร่วมทีมและแฟนบอลได้เห็น เกมแรกของเขาเป็นเกมกระชับมิตรกับบาร์เซโลน่า แล้วเขาก็ทำประตูได้จากชัยชนะที่ขาดลอยถึง 6-0 ต่อมา คีแกน ก็ทำประตูได้อีกครั้ง ในเกมที่เอาชนะลิเวอร์พูลไปได้ 3-2 แต่สิ่งที่น่าจดจำในเกมนี้ไม่ใช่การพาฮัมบูร์กเอาชนะทีมเก่าแต่อย่างใด กลับเป็นปฏิกิริยาที่เปลี่ยนไปของเพื่อนร่วมทีมของ คีแกน ที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด และดูเหมือนว่าเขาจะกลายเป็นที่รักของเพื่อนร่วมทีมนับตั้งแต่นั้น

คีแกน พบกับความพ่ายแพ้อย่างย่อยยับในเกมแรกที่ลงเล่นในบุนเดสลีกาด้วยสกอร์ 5-2 ให้กับดุยส์เบิร์ก และหลังจากนั้นก็มาแพ้ให้ลิเวอร์พูล ด้วยสกอร์รวมไปกลับถึง 7-1 โดยในเกมที่แอนฟิลด์ เทอร์รี่ แมคเดอร์มอตต์ เป็นคนยิงแฮตทริค และ เคนนี่ ดัลกลิช ผู้ที่มาแทน คีแกน คือคนที่ยิงประตูตอกฝาโลงของเกมนี้ แต่ในเกมนี้ คีแกน ได้รับการต้อนรับกลับรังเก่าจากบรรดาเดอะ ค๊อป อย่างอบอุ่นในช่วงเริ่มเกม แต่หลังจบเกมกลับเป็นหนังคนม้วน เมื่อเขาถูกแฟนบอลเดอะค๊อปพูดเหยียดหยามอย่างหนักว่า “เอ็งไม่น่าย้ายออกไปเล้ยยย” “ดัลกลิชแม่งเจ๋งกว่าคีแกนเห็นๆ เลยว่ะ”

 

เห็นได้ชัดว่าการทุ่มทุนของฮัมบูร์กไม่ได้มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นเลย ความวุ่นวายเริ่มก่อตัวขึ้นในห้องแต่งตัวมากขึ้นเรื่อยๆ เหล่าผู้เล่นต่างไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงของสโมสร และนั่นก็เป็นเหตุให้ กูเต็นดอล์ฟ และ ปีเตอร์ โครห์น ต้องหนีออกจากทีมไปตั้งแต่เดือนตุลาคม และบรรยากาศของสโมสรก็ถูกปกคลุมไปด้วยความตรึงเครียด

 

เช่นเดียวกัน คีแกน เขาเองเริ่มรู้สึกผิดหวัง และเป็นกังวลอย่างมาก จนทุกสิ่งทุกอย่างได้ระเบิดออกมาในเกมกระชับมิตรที่เจอกับ วีเอฟบี ลูเบ็ค ซึ่งเป็นเกมที่อยู่ในช่วงพักเบรคฤดูหนาวของบุนเดสลีกา โดยในเกมนั้น คีแกน ถูก เออร์ฮาร์ด พร้อยส์ ทำฟาวล์จนแทบทำอะไรไม่ได้เลย และนั่นก็เป็นเหตุให้เขาอัดนักเตะชาวเยอรมันคนนั้นเข้าไปอย่างรุนแรงเหมือนกับ บรูซ วู้ดค๊อก อดีตนักมวยแชมป์รุ่นเฮฟวี่เวทเลยทีเดียว ซึ่งจากเหตุการณ์นั้นทำให้ คีแกน ถูกไล่ออกจากสนามทันที และเขาถูกแบนนานถึง 8 สัปดาห์ เส้นทางชีวิตในเยอรมันจากที่เลวร้ายอยู่แล้ว กลับยิ่งทำให้สิ้นหวังลงไปอีก ขณะเดียวกันฮัมบูร์กยังคงเวียนว่ายอยู่กับความพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า พวกเขาแพ้ให้กับฟอร์ตูน่า ดุสเซลดอล์ฟ 3-0 ในบ้านของตัวเอง และถูกโคโลญจ์ถล่มยับถึง 6-1  โดยจากสถานการณ์ของทีมที่ทรุดลงเรื่อยๆ เหล่านักเตะเริ่มเห็นแล้วว่า การมี “The Little Englander (คีแกน)” ในสนาม ที่พวกเขามองเป็นศัตรูในตอนแรก สำคัญต่อทีมขนาดไหน

 

คีแกน มีโอกาสได้โทรคุยกับอดีตโค้ชอย่าง บิล แชงคลี่ และเขาก็ได้รับการฟื้นฟูจิตใจ ทำให้มีแรงฮึดและกลับมามีความมุ่งมั่นที่จะทำตามเป้าหมายของตัวเองอีกครั้ง ในช่วงนี้เองเพื่อนร่วมทีมและเขาก็เริ่มปรับตัวเข้าหากันได้ดีมากขึ้น แม้ว่าในปีนั้นฮัมบูร์กจะจบฤดูกาล 1977-78 ด้วยอันดับที่ 6 แต่ คีแกน ก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ด้วยการยิงไป 12 ประตูจากทุกรายการ และนั่นทำให้เขากลายเป็นนักเตะอังกฤษคนที่ 3 ที่ได้สัมผัสกับรางวัลบัลลงดอร์

หลังจากจบฤดูกาลนั้น ฮัมบูร์กก็มีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง กุนเตอร์ เนตเซอร์ อดีตนักเตะทีมชาติเยอรมันตะวันตกได้เข้ามาแทนที่ของ ปีเตอร์ โครห์น ส่วน บรังโก้ เซเบค ผู้จัดการทีมสุดเฮี้ยบแห่งยูโกสลาเวียก็ได้เข้ามาเป็นบอสคนใหม่ ด้วยความคาดหวังว่าเขาจะช่วยดึงฮัมบูร์กขึ้นมาให้ดีขึ้น และภายใต้การคุมทีมของ เซเบค ทำให้โปรแกรมการซ้อมของทีมเปลี่ยนไปราวกับอยู่ในนรก ทั้งเข้มข้น และหนักหน่วง เขาได้เพิ่มจำนวนการซ้อมให้มากขึ้นเป็นสองเท่าในแต่ละวัน

 

คีแกน ในวัย 27 ปี กลับมาเป็นนักเตะที่แข็งแกร่ง และฟิตเหมือนช่วงพีคๆ อีกครั้ง “ผมไม่เคยลืมการซ้อมที่หนักหน่วงในตอนนั้นเลย ก่อนหน้านี้ผมคิดว่า แจ็ค บราวน์สวอด โค้ชที่ สคันธอร์ป คือคนที่โหดที่สุดในชีวิตผมแล้ว แต่ เซเบค ก็เช่นกัน เขาพยายามทำให้ทีมของพวกเราแข่งแกร่งขึ้นให้ได้” นี่คือสิ่งที่ คีแกน เขียนไว้ในอัตชีวประวัติของเขา “การฝึกตอนนั้นมันโคตรบ้าเลย แต่อย่างไรก็ตาม การซ้อมนรกครั้งนั้นก็ทำให้พวกเราแข็งแกร่งขึ้นเหมือนกลายเป็นคนใหม่ อย่างน้อยพวกเราทุกคนก็มีความอึดเพิ่มขึ้นอย่างมาก”

ฤดูกาลที่ 2 ของ คีแกน ที่ฮัมบูร์ก ทีมระเบิดฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยม พวกเขาไล่ยิงคู่แข่งอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย โดยเฉพาะช่วง 20 นาทีสุดท้าย และนั่นก็คือผลที่ได้จากการซ้อมความฟิตที่พวกเขาต่อสู้มาอย่างยากลำบากนั่นเอง ฮัมบูร์กทะยานขึ้นไปเป็นจ่าฝูงของตาราง โดยหลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่เคยเสียตำแหน่งเลยแม้แต่ครั้งเดียว คีแกน ยิงเฉพาะในเกมลีกได้ถึง 17 ลูก เช่นเดียวกับ เฟลิกซ์ มากัธ, ฮอร์สท์ ฮรูเบสช์ และแมนนี่ คัลทส์ ที่ฟอร์มร้อนแรงจนช่วยให้ทีมคว้าแชมป์บุนเดสลีกาได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1960 คีแกน ถูกยกย่องให้เป็นฮีโร่ของชาวฮัมบูร์ก และกลายเป็นนักเตะอังกฤษคนเดียวในประวัติศาสตร์ที่คว้ารางวัลบัลลงดอร์มาได้ถึง 2 ครั้ง ซึ่งสิ่งเหล่านั้นคือสิ่งที่เขาคู่ควรจะได้รับสำหรับความพยายามทั้งหมดที่มีในปี 1979

ฮัมบูร์ก

ในฤดูกาล 1979/80 คีแกน และฮัมบูร์ก จบที่อันดับ 3 ในลีก พวกเขาพลาดการคว้าตั๋วไปเล่นยูโรเปี้ยน คัพ อย่างน่าเสียดาย และนั่นก็กลายเป็นฤดูกาลสุดท้ายของคีแกนที่เยอรมัน ศึกยูโรเปี้ยน คัพ รอบชิงชนะเลิศ ฮัมบูร์กไล่ทุบน๊อตติ้งแฮม ฟอเรส ของ ไบรอั้น คลัฟ อย่างหนัก แต่ ปีเตอร์ ชิลตัน เซฟลูกยิงของฮัมบูร์กได้อย่างหมดจด และนั่นทำให้ลูกยิงกระดอนพื้นของ จอห์น โรเบิร์ตสัน กลายเป็นประตูชัยไปในที่สุด ฮัมบูร์กเสียถ้วยแห่งทวีปยุโรปให้กับฟอเรส ไปด้วยสกอร์เพียง 1-0 หนำซ้ำพวกเขายังเสียแชมป์บุนเดสลีกาให้บาเยิร์น มิวนิค ไปอีก

 

“สิ่งที่ผู้คนวิจารณ์ไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดได้เท่ากับสิ่งที่ผมเจอด้วยตัวเอง แต่ยิ่งผมเจอกับความล้มเหลวมากเท่าไหร่ ยิ่งทำให้ผมมีความมุ่งมั่นมากขึ้นไปอีก” คีแกน กล่าวย้อนอดีต “ยิ่งมีคนบอกว่า ผมไม่สามารถก้าวขึ้นไปถึงจุดเดียวกับ จิมมี่ เกรฟส์, เดนนิส ลอว์ หรือคนอื่นๆ มันยิ่งทำให้ผมรู้สึกมีแรงกระตุ้นเพิ่มขึ้นไปอีก และนั่นก็ทำให้ผมกลายเป็นนักเตะชาวอังกฤษที่ออกไปเล่นนอกประเทศได้อย่างยอดเยี่ยมอย่างที่ไม่มีใครเคยทำได้มาก่อน เท่าที่ผมรู้นะ ถึงแม้จะไม่มีรางวัลใดมาการันตี แต่มันคือสิ่งผมภูมิใจมาเสมอ”

 

คีแกน เปลี่ยนคำวิจารณ์จากแฟนบอลต่างประเทศ และเพื่อนร่วมทีมที่ไม่ยอมรับในตัวเขามาเป็นแรงผลักดันให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น เขาเปิดโอกาสให้ตัวเองพบกับความท้าทายใหม่ๆ และยอมรับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นเมื่อตัวเองก้าวออกจากคอมฟอร์ท โซน เขาเป็นคนที่สร้างแรงจูงใจให้กับตัวเองได้ดี และเป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่ประเทศอังกฤษเคยมีมา และแน่นอนว่าที่เยอรมันก็เช่นกัน

 

หลังจากนั้นไม่นาน ตำนานบัลลงดอร์ของอังกฤษรายนี้ก็ได้รับความสนใจจากทีมยักษ์ใหญ่แห่งอิตาลี นั่นก็คือยูเวนตุส แต่ที่อิตาลี การที่นักเตะระดับซุปเปอร์สตาร์อย่าง คีแกน ไปอยู่คงจะทำให้เจ้าตัวรู้สึกไม่สะดวก เพราะเขาเพิ่งจะมีลูกที่เล็กต้องคอยดูแล ซึ่งนั่นก็เป็นสาเหตุให้เขาเลือกครอบครัวมากกว่าความก้าวหน้าในต่างแดน แต่อย่างไรก็ตาม ที่เซาแธมป์ตันก็มีความท้าทายรออยู่เช่นกัน…

 

เควิน คแกน

เควิน คแกน

เควิน คแกน

เควิน คแกน  ฮัมบูร์ก

เควิน คแกน

 

Source & Credit : https://thesefootballtimes.co

 


iReallyLikeFootball.com เว็บไซต์ คอลัมน์ฟุตบอล บทความฟุตบอล ข่าวฟุตบอล สร้างสรรค์ผลงานจากความตั้งใจ โดยกลุ่มคนที่รักและชอบฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจ

“Football can make a friend, can make a life”

::::: ต้องการติดต่อสอบถามหรือขอลงโฆษณา :::::

แอด LINE : @803toskz หรือคลิกลิงค์นี้ http://nav.cx/omAqg0Q
Facebook : http://www.facebook.com/ireallylikefootball
Email : ireallylikefootball@gmail.com
หรือติดต่อเราได้ที่ http://www.ireallylikefootball.com/contact

แสดงความคิดเห็น