ในฤดูกาล 2019-20 เรียกได้ว่าเป็นฤดูกาลที่มีสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกมากมาย โดยเฉพาะการพักการแข่งขันอันเนื่องมาจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า ทำให้การแข่งขันไม่สามารถดำเนินต่อไปได้จนกว่าสถานการณ์จะทุเลาลง โดยประกาศอย่างเป็นทางการจากสมาคมฟุตบอลอังกฤษอย่างคร่าวๆ น่าจะเป็นราวๆ สิ้นเดือนเมษายน

และแน่นอน ลิเวอร์พูล จ่าฝูงของลีกในตอนนี้ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นแชมป์ลีกเกือบจะเรียบร้อยแล้ว ส่วนทีมที่ต้องดิ้นรนเพื่อให้ได้อยู่ต่อในฤดูกาลหน้าคือ แอสตัน วิลล่า และ นอริช ซิตี้ ซึ่งทั้ง 2 ทีมนี้มีแฟนบอลไม่น้อยที่อยากให้พวกเขาอยู่ต่อในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลหน้า ยังมีสิ่งต่างๆ มากมายที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นในฤดูกาลนี้ นั่นก็คือ ทีมอย่าง เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด กำลังอยู่บนเส้นทางไล่ล่าตั๋วในการไปเล่นในทัวร์นาเม้นต์ระดับทวีป และฟอร์มการเล่นอันย่ำแย่ของ 2 ทีมยักษ์ใหญ่แห่งลอนดอน นั่นก็คือ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และ อาร์เซน่อล

 

แต่ก็มีอีกเรื่องนึงที่มีความน่าสนใจเป็นพิเศษ นั่นก็คือ นักเตะที่ย้ายทีมมาเล่นในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ส่วนใหญ่จะมีฟอร์มการเล่นที่แย่ผิดคาด ตรงกันข้ามกับเงินที่ทีมเหล่านั้นจ่ายไป ทั้งในช่วยตลาดฤดูร้อน และตลาดฤดูหนาว ยกตัวอย่างเช่น ต็องกี้ เอ็นดอมเบเล่, ดาวิด ลุยซ์, เวสลี่ย์ โมราเอส, มอยเซ่ คีน, นิโคลัส เปเป้ และ อิสไมล่า ซาร์ นักเตะเหล่านี้หลังจากย้ายทีม แฟนบอลต่างให้ความคาดหวังอย่างมาก แต่พวกเขากลับทำได้ตามคาดเพียงแค่ไม่กี่เกมเท่านั้น

 

และในบทความนี้เราจะมากล่าวถึงนักเตะที่ “ตรงข้าม” กับนักเตะเหล่านั้น แถมพวกเขาแทบไม่ต้องปรับตัวให้เข้ากับทีมเลย และยังมีฟอร์มการเล่นที่ช่วยอัพเกรดทีมให้ดีขึ้นได้อีกด้วย แฟนบอลบางคนถึงขั้นบอกว่าพวกเขาเหล่านี้เป็นกลายเป็นตัวความหวังของทีมไปแล้ว

และนี่ก็คือ 5 การเซ็นสัญญาที่ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้

 

Dean Henderson (ดีน เฮนเดอร์สัน)

ฤดูกาล 2018-19 เรียกได้ว่าเป็นฤดูกาลที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของ ดีน เฮนเดอร์สัน ไปตลอดกาล เนื่องจากผู้รักษาประตูรายนี้ได้ตัดสินใจออกจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไปยัง เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ด้วยการยืมตัว และเขาก็ช่วยให้ทีมดาบคู่ขึ้นมาอยู่บนพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ ทำให้เขาได้รางวัลนักเตะดาวรุ่งของสโมสรดาบคู่ไปครอง พร้อมกับถุงมือทองคำของลีกแชมเปี้ยนส์ชิพมาได้อีกด้วยหลังจากจบฤดูกาลนั้น แม้ว่านายทวารชุด U21 ของทีมชาติอังกฤษรายนี้จะเพิ่งต่อสัญญากับทีมปีศาจแดงไปเมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา แต่เขาก็ยังคงตัดสินใจที่จะลงเล่นในถิ่น Bramell Lane (บรามอล เลน) ต่อในฤดูกาลนี้

 

ซึ่งการเซ็นสัญญายืมตัวในรอบ 2 นี้ ถือว่าเป็นเซ็นสัญญาที่ยอดเยี่ยมสำหรับทั้ง 2 ฝ่าย เนื่องจากฟอร์มการเล่นของ เฮนเดอร์สัน ในทัวร์นาเม้นต์ยูโร U-21 ยังคงเป็นข้อกังขาว่าเขาดีพอที่จะเล่นให้กับทีมยักษ์ใหญ่อย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้หรือไหม และในฤดูกาลนี้เขาก็ได้คลายสงสัยให้ผู้ที่กังขาในตัวเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ด้วยการโชว์ฟอร์มสุดมหัศจรรย์กับทีมดาบคู่ และแน่นอน เขาคือหนึ่งในขุมกำลังเกมรับขั้นเทพของ คริส ไวล์เดอร์ ที่ตอนนี้บอกได้เต็มปากว่าพวกเขาคือทีมที่มีเกมรับดีที่สุดเป็นอันดับ 2 ของพรีเมียร์ลีก

 

การที่ดาบคู่เสียประตูไปแค่ 22 ลูก เฮนเดอร์สัน มีส่วนสำคัญอย่างมากที่ทำให้เกิดสถิตินี้ เพราะว่าเขาเก็บคลีนชีตได้ถึง 10 เกม เซฟลูกยิงไปแล้วกว่า 70 ครั้ง ด้วยวัยเพียง 23 ปี ถือว่าเป็นฟอร์มการเล่นที่ดีมาก จนแฟนบอลบางกลุ่มยกให้เขาเป็นผู้รักษาประตูเบอร์ 1 ของอังกฤษ เหนือ จอร์แดน พิกฟอร์ด ไปแล้วในตอนนี้ แล้วเขาจะมีโอกาสเซ็นสัญญาถาวรกับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด ไหม? ตอนนี้ยังไม่มีสัญญาณอะไรที่บ่งบอกไปในทิศทางนั้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ดีลนี้เป็นหนึ่งในดีลยืมตัวที่ดีที่สุดในฤดูกาล 2019-20

 

Bruno Fernandes (บรูโน่ เฟอร์นันเดส)

คุณคงคิดว่าผมใจร้อนไปรึป่าวที่กำลังจะยกยอปอปั้นนักเตะที่เพิ่งย้ายมาตอนท้ายๆ ตลาดซื้อขายช่วงหน้าหนาวที่เพิ่งลงเล่นไปเพียง 9 เกมเท่านั้นกับสโมสรใหม่ของเขา มันใช่แล้วหรอกับการเป็นหนึ่งในการเซ็นสัญญาที่ดีที่สุดในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ แต่หากคุณได้ติดตามผลงานของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คุณคงรู้ดีว่า การที่เขาย้ายมามันส่งผลมากขนาดไหน ดาวเตะชาวโปรตุกีสรายนี้ หากพิจารณาถึงเงินที่ปีศาจแดงจ่ายไป 47 ล้านปอนด์ ถือว่าคุ้มค่ามากๆ เพราะมันถึงขั้นที่ทำให้เด็กผีสามารถคุยโม้ได้เลยว่า ทีมของพวกเขาได้กลับมาแล้ว




บรูโน่ เฟอร์นันเดส มีส่วนร่วมในการทำประตูถึง 7 ลูก จาก 9 เกมที่เล่นให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งก็คือ 3 ประตู กับ 4 แอสซิสนั่นเอง และการที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ได้วางบทบาทให้เขาเล่นเป็นตัวทะลวงแผงหลังในแนวลึก หรือ เพลเมคเกอร์ ทำให้ทีมมีผลงานในเกมรุกที่ดีกว่าในช่วงต้นฤดูกาลอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากการสร้างสรรค์เกมของดาวเตะชาวโปรตุกีสรายนี้ ได้ช่วยเพื่อร่วมทีมให้ทำเกมรุกได้ดีขึ้นอีกด้วย

 

แม้ว่า บรูโน่ เฟอร์นันเดส จะดูเหมือนเป็นนักเตะที่ช่วยให้เพื่อนร่วมทีมเล่นได้ดีขึ้นมาก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า เกมที่เสมอกับ เอฟเวอร์ตัน ด้วยสกอร์ 1-1 ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังสำหรับแฟนบอลชาวผีแดง ใช่แล้ว หลังจากจบเกม เพลเมคเกอร์รายนี้ก็ดูเหมือนจะแสดงอารมณ์โกรธออกมาเช่นกัน ซึ่งนี่ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี เพราะหากคุณได้เห็นช่วงเวลานั้น คุณอาจจะเห็น รอย คีน อยู่บนสีหน้าของเขา

 

ถึงแม้ในฤดูกาลนี้ ทีมของ โซลชา จะยังไม่ได้ตั๋วไปเล่นในแชมเปี้ยนส์ลีกฤดูกาลหน้า แต่อย่างน้อยเขาก็ได้ทำการเซ็นสัญญานักเตะที่เรียกได้ว่าสามารถเปลี่ยนแปลงอนาคตของทีมมาด้วยค่าตัวที่คุ้มค่ามากทีเดียว

 

ถามแฟนผีแดงตอนนี้ก็ได้ว่าตอนนี้พวกเขา แคร์มากน้อยแค่ไหนกับข่าว พอล ป็อกบา อยากย้ายทีม เพราะตอนนี้ บรูโน่ เฟอร์นันเดส ทำให้คุณลืมชายชื่อ ป็อกบา ไปเสียแล้ว

 

Mateo Kovacic (มาเตโอ โควาซิช)

เชลซี คือทีมเดียวที่ไม่ได้เซ็นสัญญานักเตะแม้แต่คนเดียวในช่วงตลาดฤดูร้อน นั่นก็เพราะสิงห์บลูโดนทาง ฟีฟ่า แบนไม่ให้มีการซื้อขายนั่นเอง แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น พวกเขาก็สามารถเซ็นอันเนื่องมาจากดีลยืมตัวมาได้หนึ่งคน และคนคนนั้นก็คือ มาเตโอ โควาซิช กองกลางที่ถูกยืมมาเข้าถิ่น สแตมฟอร์ด บริดจ์ เมื่อฤดูกาล 2018-19 ก่อนที่จะย้ายจาก รีล มาดริด แบบถาวรด้วยราคา 40 ล้านปอนด์ ซึ่งเป็นราคาซื้อขาดในดีลยืมตัวนั่นเอง

 

หากคุณมองย้อนกลับไปในฤดูกาลก่อน ฟอร์มการเล่นของเขาถือว่าแทบไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย จากการลงเล่นไปถึง 32 เกมในพรีเมียร์ลีก จนคุณอาจเลิกคาดหวังในตัวนักเตะชาวโครเอเชียรายนี้ไปแล้ว และคงคิดว่าการเซ็นสัญญาถาวรนี้ดูไม่น่าสนใจเท่าไหร่ เนื่องจากผลงานที่เขาเคยทำไว้คือ 0 ประตู กับ 2 แอสซิส แต่ในฤดูกาลนี้ หากคุณสังเกตดีๆจะพบว่า เขาแตกต่างจากนักเตะคนอื่นๆอย่างเห็นได้ชัด

 

โควาซิช กลายเป็นนักเตะตัวหลักของทีมที่ได้ลงเป็น 11 ตัวจริงมากขึ้น และผลงานในตอนนี้ของเขาคือ 2 ประตู กับ 3 แอสซิส และยิ่งไปกว่า เขาตอบสนองระบบของ แฟรงค์ แลมพาร์ด ได้อย่างยอดเยี่ยม และด้วยระบบการเล่นนี้ทำให้ดาวเตะชาวโครแอตโชว์ทักษะการเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นกัน ในตอนนี้เรียกได้ว่า ไม่มีนักเตะ เชลซี คนไหนที่มีความสามารถในการครองบอล และเป็นตัวเริ่มเกมบุกได้ดีเท่าเขาอีกแล้ว

 

ตอนนี้เขากลายเป็นเสาหลักของทีมสิงห์บลูได้อย่างไร้ข้อกังขา และถ้าหากคุณมองไปที่ค่าตัวของเขาตอนเซ็นสัญญาแบบถาวร ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเขาคือหนึ่งในดีลที่ดีที่สุดในฤดูกาลนี้

 

Aaron Wan-Bissaka (อารอน วาน-บิสซาก้า)

ตอนที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทุ่มเงินถึง 50 ล้านปอนด์ ในการซื้อแบ็คขวาอย่าง อารอน วาน-บิสซาก้า จาก คริสตัล พาเลซ เมื่อฤดูร้อนที่ผ่านมา แฟนบอลต่างโอดครวญทิวแถว ว่านักเตะระดับ U-21 ของทีมชาติอังกฤษ ที่เพิ่งจะเล่นได้ดีเพียงฤดูกาลเดียวมันจะเหมาะสมกับราคานี้หรอ แต่แล้วเมื่อเวลาผ่านไปจนเกือบจะจบฤดูกาล ผู้คนเริ่มเปลี่ยนจากการตั้งคำถามเป็นคำชื่นชม โดยเฉพาะเรื่องการเล่นภายใต้แรงกดดันอันมหาศาลที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด

 

แต่ก็ต้องขอบคุณแฟนๆ ชาวผีแดงที่ตั้งคำถามในตัวดาวเตะวัย 22 รายนี้ในตอนนั้น เพราะมันช่วยให้ดีลนี้ดูเป็นดีลที่มหัศจรรย์มากขึ้น ซึ่งทาง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่เชื่อมั่นตัวเขาอยู่แล้วว่าจะสามารถลบข้อกังขาต่างๆ นาๆ นี้ได้ ได้กระทำการวางตัวให้เขาเป็นกองหลังตัวหลักของทีม และผลที่ออกมาก็คือ ฟอร์มการเล่นที่คงเส้นคงวา อาจจะคงเส้นคงวาที่สุดในทีมฤดูกาลนี้เลยก็ว่าได้ หากดูจากสถิติส่วนตัวต่างๆ อย่างเช่น การแย่งบอล, การดักบอล, การบล๊อคลูกยิง ไม่ว่าจะเป็นอันไหนเขาก็มีตัวเลขมากกว่าเพื่อนร่วมทีมทั้งสิ้น




หากคุณกำลังตั้งคำถามว่า เขามีความสามารถในการสร้างเล่นเกมรุกหรือไม่ คำตอบก็คือ ตอนนี้เขาแอสซิสไป 2 ครั้งแล้ว และถ้าคุณได้ดูเกมล่าสุดที่เขาเล่น เรียกได้ว่าบุกไม่เกรงใจรองจ่าฝูงอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เลย

 

สุดท้ายนี้ 50 ล้านปอนด์คุ้มแล้วหรือยัง? กับ อารอน วาน-บิสซาก้า ก็ขอบอกไว้ตรงนี้เลยว่า ในบรรดาแบ็คขวาที่อยู่ในพรีเมียร์ลีกตอนนี้ แทบจะนับหัวได้ว่ามีใครที่เล่นได้กว่าอดีตดาวเตะของ คริสตัล พาเลซ รายนี้ ใช่แล้ว เขาคุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์ที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จ่ายไปอย่างแน่นอน

 

Raul Jimenez (ราอูล ฆิเมเนซ)

บรูโน่ เฟอร์นันเดส

วูล์ฟแฮมป์ตัน ถือว่าเป็นทีมที่มีการซื้อนักเตะมาอย่างล้นหลามในช่วงตลาดซื้อขายฤดูร้อน โดยในตอนนั้นนักเตะในตำแหน่งกองหน้าที่ถูกซื้อเข้ามาได้แก่ แพทริค คูโตรเน่ และ เปโดร เนโต้ แต่ไม่มีใครที่ประสบความสำเร็จในเวทีพรีเมียร์ลีกเลยสักคน แต่คนที่ก้าวขึ้นมาเฉิดฉายกลับเป็น ราอูล ฆิเมเนซ คนดีคนเดิมที่ถูกยืมตัวมาเมื่อตั้งแต่ฤดูกาลที่แล้ว 17 ลูกในฤดูกาล 2018-19 ถือว่าไม่เลวสำหรับนักเตะที่เพิ่งย้ายมาใหม่ และนั่นก็ทำให้เขาได้รางวัลนักเตะแห่งปีของสโมสรไปครอง ซึ่งผลงานระดับนี้ทีมไหนที่ไม่เซ็นสัญญาถาวรด้วยคงจะโง่เกินไปแล้ว

 

ต้องขอบคุณ นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต ที่กล้าทุบสถิติสโมสรด้วยการเซ็นสัญญาถาวรในราคา 30 ล้านปอนด์ จาก เบนฟีก้า ซึ่งในตอนนี้ ฆิเมเนซ ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า เขาไม่ได้โชว์ฟอร์มเทพได้เพียงฤดูกาลเดียวเท่านั้น เพราะในฤดูกาลปัจจุบัน เขาทำประตูไปแล้วถึง 22 ลูก จาก 44 เกมในทุกราย ซึ่งตอนนี้ขอเพียงลูกเดียวในพรีเมียร์ลีกเขาก็จะเหนือกว่าตัวเองในฤดูกาลที่แล้วอย่างสมบูรณ์แบบ แต่นี่ยังไม่รวมจำนวนการแอสซิสที่เขาทำไว้เป็นจำนวนมากอีกนะ

 

เมื่อฤดูกาลที่แล้ว อดาม่า ตราโอเร่ ถูกชื่นชมเป็นอย่างมาก แต่ในฤดูกาลนี้ต้องยกให้ ฆิเมเนซ แล้วล่ะ เพราะว่าเขาคือตัวรุกที่อันตรายที่สุดในทีมตอนนี้ ไม่ใช่แค่จำนวนการยิงที่มากกว่าเพื่อนร่วมทีม แต่รวมไปถึงการจ่ายบอลในระยะสุดท้ายที่เขาทำได้มากกว่าคนอื่นๆในทีมเช่นกัน และนี่หมายความว่า เขากลายเป็นคนที่พึ่งพาได้มากว่าใครในทีมของ นูโน่ ซึ่งถ้าทีม วูล์ฟแฮมป์ตัน ได้ตั๋วไปเล่นในแชมเปี้ยนส์ลีกฤดูกาลหน้า คนที่ควรจะได้เครดิตมากที่สุดก็คงต้องเป็น ราอูล ฆิเมเนซ คนนี้นี่เอง

 

(Credit & Original source: https://www.sportskeeda.com/football)

 


iReallyLikeFootball.com เว็บไซต์ คอลัมน์ฟุตบอล บทความฟุตบอล ข่าวฟุตบอล สร้างสรรค์ผลงานจากความตั้งใจ โดยกลุ่มคนที่รักและชอบฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจ

“Football can make a friend, can make a life”

::::: ต้องการติดต่อสอบถามหรือขอลงโฆษณา :::::

แอด LINE : @803toskz หรือคลิกลิงค์นี้ http://nav.cx/omAqg0Q
Facebook : http://www.facebook.com/ireallylikefootball
Email : ireallylikefootball@gmail.com
หรือติดต่อเราได้ที่ http://www.ireallylikefootball.com/contact

แสดงความคิดเห็น