ปีนี้เลสเตอร์จะแซงหน้าบิ๊กทีมขึ้นไปคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้อีกครั้งหรือไม่ ?

บีร็อดจะพาจิ้งจอกสีน้ำเงินสร้างปาฏิหาริย์ได้อย่างรานิเอรี่จริงๆ หรือ ?

 

และนี่คือการวิเคราะห์เลสเตอร์ ซิตี้ ยุคปัจจุบันปี 2019 ภายใต้การคุมทัพของ “บีร็อด” เบรนดัน ร็อดเจอร์ส ที่กำลังทำผลงานได้อย่างร้อนแรงและโลดแล่นอยู่หัวตารางพรีเมียร์ ลีก ณ ขณะนี้ เทียบกับเลสเตอร์ ซิตี้ ปี 2015 ชุดแชมป์ลีกสะท้านโลกของ “ทิงเกอร์แมน” เคลาดิโอ รานิเอรี่ ลองดูซิ ทีมไหนจะเจ๋งกว่ากัน !

 

ช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน เลสเตอร์โค่นอาร์เซน่อล ทีมยักษ์ใหญ่ลงได้อย่างหมดจด ส่งผลให้สุนัขจิ้งจอกสีน้ำเงินตัวนี้ส่งตัวเองมาอยู่ในอันดับที่ 2 ของตารางพรีเมียร์ลีกทันที กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งความหวังลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกอีกครั้งหนึ่งไปโดยปริยาย

เกมในวันนั้นเกิดขึ้นที่สนาม คิง พาวเวอร์ สเตเดี้ยม ก่อนลงสนามทัพจิ้งจอกของ ร็อดเจอร์ส รั้งอันดับ 3 ตามหลังแมนฯ ซิตี้ที่จะมีโปรแกรมต้องออกไปเยือนลิเวอร์พูล หลังจบเกม ลูกทีมของบีร็อดคว่ำพลพรรคปืนใหญ่ลงอย่างสมศักศรีดิ์ และในขณะเดียวกันที่อีกสนามด้วยความปราชัยที่เรือใบสีฟ้ามีให้กับหงส์แดง ส่งผลให้เลสเตอร์ทะยานขึ้นสู่อันดับ 2 ทันที

ซึ่งหากพวกคุณติดตามเลสเตอร์ชุดนี้ภายใต้การคุมทัพของ ร็อดเจอร์ส มาตั้งแต่พรีซีซั่น คงทราบดีอยู่แล้วว่าพวกเขาทำผลงานได้ดีมาตลอดตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว

 

นับตั้งแต่ เบรนดัน ร็อดเจอร์ส ได้รับการแต่งตั้งให้คุมทัพจิ้งจอก อดีตกุนซือเซลติกและหงส์แดงรายนี้ก็เริ่มรวบรวมเด็กๆ ที่มีไฟ พร้อมที่จะซึมซับความรู้ทางแท็กติกจากเขาได้ไวเหมือนกับฟองน้ำ ทำให้เวลาลงเล่น คุณจะเห็นว่าทัพจิ้งจอกของ ร็อดเจอร์ส มีความกระหาย เข้าใจวิธีการเล่นและรู้ใจกันเสมอ พวกเขามีสูตรสำเร็จด้วยการกดดันคู่ต่อสู้ตั้งแต่หน้าประตู โดดเด่นในการเคลื่อนที่บอลจากเท้าสู้เท้าไปมาด้วยความรวดเร็วอย่างมีเป้าหมายตามสไตล์ที่ ร็อดเจอร์ส ถนัด และปีนี้พวกเขาสามารถเก็บคลีนชีตได้เป็นกอบเป็นกำมากที่สุดในทุกทีมของพรีเมียร์ ลีก ณ ขณะนี้

สำหรับ เจมี่ วาร์ดี้ เองก็ก้าวขึ้นมาเป็นดาวซัลโวของพรีเมียร์ลีกได้อีกครั้ง เขาซัดแฮตทริกใส่เซาแธมป์ตัน ที่เซ้นต์ แมรี่ และยิงต่อเนื่องมาถึงนัดที่เอาชนะอาร์เซน่อล จนถึงสัปดาห์ที่พักเบรคทีมชาติ และกลับมาเตะเกมลีกกันอีกครั้งในแมตช์ที่ต้องไปเยือนไบรท์ตัน การเบรคทีมชาติไม่ไ่ด้แปลว่าเบรคความร้อนแรงของวาร์ดี้แต่อย่างใด ยิง 1 จ่าย 1 สะสมสกอร์ส่วนตัวเป็น 12 ประตู ขึ้นอันดับ 1 ดาวซัลโวในพรีเมียร์ลีกประจำสัปดาห์นี้ ทำให้อดคิดไม่ได้ว่า กองหน้ารายนี้อาจพาเลสเตอร์ก้าวขึ้นไปเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกได้อีกครั้ง และนับเป็นสมัยที่ 2 ของเจ้าตัว

 



 

แชมป์พรีเมียร์ลีกของ เลสเตอร์ ซิตี้ ในฤดูกาล 2015/16 เชื่อว่าความทรงจำนี้ยังคงอยู่ในใจของแฟนบอลทั่วโลก ในฐานะทีมเล็กๆ ที่คว้าแชมป์แซงหน้าขาใหญ่ ที่มีอยู่ 5-6 ทีม ช๊อคคนทั้งโลกด้วยแท็กติกสุดอัจฉริยะของ “ทิงเกอร์แมน” เคลาดิโอ รานิเอรี

เลสเตอร์

 

ทั้งๆ ที่ในยุคของ รานิเอรี่ ไร้ซึ่งความคาดหวังใดๆ จากแฟนบอล แม้กระทั่งการไปเล่นในยุโรป แต่กลับทำได้เกินคาด ดังนั้นในยุคของ ร๊อดเจอร์ส การที่พวกเขาเปิดฤดูกาลมาด้วยผลงานอันร้อนแรงเช่นนี้ ทำให้ความคาดหวังในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกของพวกเขาในตอนนี้ต่างออกไป จึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เลสเตอร์ ซิตี้ ในฤดูกาล 2019/20 นี้ กับการเริ่มต้นที่สุดแสนจะงดงาม ทำให้อดคิดที่จะเปรียบเทียบกับยุคนั้นไม่ได้เลยว่าปฏิหาริย์อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง…

 

ฤดูกาลนี้ผู้คนต่างมองว่าลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะกลายเป็นคู่แข่งในการแย่งชิงแชมป์พรีเมียร์ลีกที่มีความเข้มข้นที่สุดในประวัติศาสตร์ จนไม่คิดว่าจะมีทีมอื่นก้าวมาเป็นม้ามืด และพวกเขาคงจะไม่คิดว่าทีมอย่างเลสเตอร์ จะเข้ามาเป็นคู่แข่งในการชิงจ่าฝูงอีกทีมหนึ่ง

แม้ว่าหงส์แดงจะมีคะแนนทิ้งห่างทีมอื่นไปไกล แต่มันก็ยังมีโอกาสเป็นไปได้ที่ซิตี้จะป้องกันแชมป์ และในตอนนี้พวกเขาจะคงตระหนักถึงทีมที่มาแรงอย่างจิ้งจอกสีนำเงิ้นแล้วว่าปีนี้พวกเขาไม่ได้มาเล่นๆ

 

ลองมาดูกันว่าเลสเตอร์ชุดฤดูกาล 2015/16 กับชุดปัจจุบัน ทีมไหนเหนือกว่าและเพื่อคาดการณ์ความเป็นไปได้ในการเป็นม้ามืดคว้าแชมป์พรีเมียร์ในฤดูกาลนี้อีกสักครั้ง

 

เลสเตอร์ ซิตี้ – 2015/16

สไตล์การเล่น

เลสเตอร์

บอกตามตรงว่าในตอนที่อดีตกุนซือเชลซีอย่าง รานิเอรี่ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีมเลสเตอร์ คงไม่ผิดที่คนจะพูดว่า กุนซือรายนี้ยังมีน้ำยาอยู่อีกหรือ?

รานิเอรี่ เป็นคนที่ขึ้นชื่อเรื่องความไม่คงเส้นคงวา และฉายา “ทิงเกอร์แมน” นั่นก็มาจากแท็กติกการวางแผนและการวางกลยุทธ์เลือกนักเตะลงเล่น

ผลงานของ รานิเอรี่ ก่อนถูกเลือกคุมทัพจิ้งจอก มีเพียงแค่การพาทีมชาติกรีซเอาชนะหมู่เกาะแฟโร 1-0 เท่านั้น

ระบบ 4-4-2 ที่เเทบจะไม่มีทีมไหนในยุคนี้ใช้ คือแผนการเล่นที่กุนซือชาวอิตาเลี่ยนชื่นชอบและใช้เป็นประจำ และเขาก็ได้พบว่าเลสเตอร์คือทีมที่เหมาะสมกับแท็กติกนี้ของเขามากที่สุด ทัพจิ้งจอกของ รานิเอรี่ ในยุคนั้นเองก็ดูเหมือนจะเกิดมาเพื่อ 4-4-2 เช่นกัน พวกเขาพัฒนาขึ้นในทุกๆ แมตช์ของการแข่งขัน และเล่นโดยมีเป้าหมายคือใช้จุดแข็งของตัวเองเล่นงานที่จุดอ่อนของคู่ต่อสู้

การวางกองหน้าไว้ 2 คน ทำให้เลสเตอร์สามารถฉีกแนวรับได้ทั้ง 2 ข้างพร้อมๆ กัน ด้วยการครอสบอลของปีก หรือการวิ่งเข้าหากองหลัง เพื่อให้กองหน้าอีกคนมีช่องว่างและโอกาสในการวิ่งตัดแผงหลังขึ้นมา

เลสเตอร์เป็นทีมที่เติมเกมรุกได้อย่างรวดเร็ว และมักจะไล่บอลตั้งแต่อยู่ในแดนของคู่แข่งเสมอ พวกเขาชอบการจ่ายบอลตัดหลังคู่แข่งเพื่อความเร็วในเกมบุก ทำให้โจมตีคู่ต่อสู้ได้อย่างต่อเนื่อง หรือใช้การสาดบอลยาวสวนกลับ

 

จุดแข็ง

เลสเตอร์มีกองหลังที่แข็งแกร่งที่สุดในประเทศ และคนที่ทำหน้าที่นั้นก็คือ โรเบิร์ต ฮุธ และ เวส มอร์แกน พวกเขาแทบจะไม่ให้คู่แข่งแทรกเข้าไปในปากประตูได้เลย

ในแผงกองกลางทั้ง 4 คน ที่อยู่เบื้องหน้าเหล่ากองหลังก็ทำได้ดีเช่นกัน พวกเขาทำหน้าที่สร้างสรรค์เกมรุก และวิ่งพล่านทั่วสนามไล่กดดันคู่ต่อสู้อย่างบ้าคลั่ง ขนาดนักเตะที่ไม่ได้เล่นเป็นกองกลางตัวรับอย่าง ริยาด มาห์เรซ ยังมีสถิติการเข้าแย่งบอลคู่แข่ง 53 ครั้ง มากกว่า โรเบิร์ต ฮุธ ที่เป็นเซ็นเตอร์แบ็คเสียอีก

ชินจิ โอกาซากิ จะเล่นในลักษณะกองหน้าตัวต่ำ เหมือนกับเล่นในตำแหน่งเบอร์ 10 ทำให้เลสเตอร์เหมือนมี เดนนิส เบิร์กแคมป์ เวอร์ชั่นบ้าพลังอยู่ในทีม หรือทำหน้าที่เป็น เอียน ไรท์ เฮสกีย์ หรือ โอเว่น ในบางครั้ง โอกาซากิ คือนักเตะที่สามารถจบสกอร์ได้ และสร้างโอกาสให้คนอื่นได้ในเวลาเดียวกัน

นอกจากนี้ พวกเขายังมีอาวุธลับอยู่ในทีมอย่างริยาด มาห์เรซ ปีกขวาตัวจี๊ดที่มักจะเลี้ยงตัดเข้าในเขตโทษเพื่อใช้เท้าซ้ายข้างถนัดจบสกอร์หรือจ่ายบอล อาวุธสุดอันตรายอีกอย่างของเจ้าตัวคือลูกนิ่ง

จิ้งจอกสยามมักจะเริ่มเกมบุกจากแนวลึกก่อนเสมอ โดยใช้ แดนนี่ ดริงค์วอเตอร์ หรือ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ใครคนใดที่สามารถครองบอล หรือตัดบอลมาได้ ส่งต่อให้ เจมี่ วาร์ดี้ ใช้ความรวดเร็วและแม่นยำสังหารประตูได้เป็นประจำ

 

สถิติที่เกิดขึ้นในฤดูกาล

เลสเตอร์ครองแชมป์ได้ด้วยการครองบอลเฉลี่ยแค่ 44.8% เท่านั้น – มีแค่เวสต์บรอมและซันเดอร์แลนด์เท่านั้นที่ครองบอลน้อยกว่า

เลสเตอร์สามารถทำประตูได้เกือบทุกเกมในลีก – มีเพียง 3 เกมเท่านั้นที่ไม่สามารถยิงได้ ในขณะที่ทีมคู่แข่งอย่างอาร์เซน่อลและท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ต่างมีเกมในบ้านที่ทำประตูไม่ได้ถึง 4 เกม

เวส มอร์แกน กลายเป็นนักเตะคนที่ 3 ในพรีเมียร์ลีกที่ได้ลงเล่นทุกนาทีของฤดูกาลที่ได้แชมป์พรีเมียร์ลีก – ต่อจากแกรี่ พัลลิสเตอร์ ในฤดูกาล 1992/93 และจอห์น เทอร์รี่ ในฤดูกาล 2014/15

เจมี่ วาร์ดี้ ผลิตสกอร์ในพรีเมียร์ลีกไป 24 ประตูตลอดฤดูกาล – ใช้โอกาสน้อยกว่าแฮรี่ เคน ถึง 43 ครั้ง และน้อยกว่า เซอร์จิโอ อกูเอโร่ 4 ครั้ง

เอ็นโกโล่ ก็องเต้ นักเตะที่เซ็นสัญญามาช่วงตลาดฤดูร้อน ไล่กวดคู่แข่งได้ทั้งสนาม ยกเว้นในห้องแต่งตัวเท่านั้น – ทำให้เขามีสถิติที่สุดยอด คือการเข้าแย่งบอลถึง 175 ครั้ง และตัดบอลถึง 156 ครั้ง

จิ้งจอกสยามมีอัตราต่อรองในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสูงถึง 5,000 ต่อ 1 ในช่วงฤดูร้อนก่อนเปิดฤดูกาล – ถือว่าเป็นอัตราต่อรองที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์สำหรับทีมที่ทำให้มันเกิดขึ้นจริงได้

 



 

ผู้เล่นคนสำคัญ

แม้ว่า เอ็นโกโล่ ก็องเต้ และ ริยาด มาห์เรซ จะเป็นนักเตะที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าสำคัญที่สุดของ รานิเอรี่ แต่การทำงานของพวกเขาจะไม่มีทางสัมฤทธิ์ผลได้ถ้าขาดคนทำประตูอย่าง ชินจิ โอกาซากิ และ เจมี่ วาร์ดี้ ทั้งคู่คือผู้แบกภาระที่สำคัญที่สุดในแท็กติกรูปแบบนี้ของที

ครึ่งหนึ่งของจำนวนประตูทั้งหมด เกิดจากเกมสวนกลับที่มาจากฝั่งเดียวกับที่คู่แข่งเปิดเกมรุกใส่เลสเตอร์ ซึ่งฝูงจิ้งจอกมองเห็นจุดอ่อนในเกมรับที่เกิดจากการทำเกมรุกของทีมคู่แข่ง

และสิ่งที่เซอร์ไพรส์ที่สุดคือ มาร์ค อัลไบรท์ตัน นักเตะที่ได้มาฟรีๆ จากแอสตัน วิลล่า สามารถสร้างโอกาสให้กับเพื่อนร่วมทีมได้มากที่สุด จนเป็นเหตุให้เขาถูกเรียกตัวติดทีมชาติชุดยูโร 2016

[อ่านเรื่องที่คูณจะต้องชอบ : ย้อนอดีต 5 ทีมม้ามืด คว่ำยักษ์ใหญ่คว้าแชมป์ลีก]

 

สรุป

รานิเอรี่ และเลสเตอร์ ซิตี้ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าปาฏิหาริย์สามารถสร้างขึ้นได้ หลังจากที่ดิ่งสู่โซนตกชั้น แต่กลายเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกภายใน 9 เดือนเท่านั้น แต่เรื่องราวความสำเร็จของเขาก็ไม่ได้จบลงอย่างสวยหรูเหมือนในเรื่องซินเดอเรลล่า หากแต่ รานิเอรี่ ถูกปลดอย่างกระทันหันกลางฤดูกาล 2016/17

แม้ว่าจิ้งจอกสยามจะได้ไปเล่นในแชมเปี้ยนส์ลีก และถูกยกย่องว่าเป็นทีมชุดที่ประสบความสำเร็จได้อย่างยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก แต่กุนซือชาวอิตาเลี่ยนรายนี้มีรูปแบบการเปลี่ยนแท็กติกที่น้อยเกินไป จึงทำให้ทีมอื่นๆ ในลีกล่วงรู้ถึงสไตล์การเล่น จนทำให้ภายหลังถูกจับทางได้ในที่สุด

 

เลสเตอร์ ซิตี้ 2019/20

สไตล์การเล่น

เลสเตอร์

 

หากเปรียบเทียบกับ 4-4-2 ของ รานิเอรี่ 4-1-4-1 หรือ 4-1-3-2 ของ ร็อดเจอร์ส แลดูมีความแข็งแกร่งมากกว่า แต่ก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของคุณว่าจะมองอย่างไร…

แม้ว่า แดนนี่ ซิมป์สัน และ คริสเตียน ฟุชส์ จะเป็นนักเตะคนสำคัญของจิ้งจอกสยาม แต่ภายใต้การคุมทัพของ ร็อดเจอร์ส น่าเสียดายที่พวกเขาไม่ได้มีประโยชน์อะไรต่อทีมมากนัก จึงทำให้ในตำแหน่งนี้ ถูกแทนที่โดย เบน ชิลเวลล์ และ ริคาร์โด้ เปเรยร่า สองฟูลแบ็คตัวเก่งที่ในชั่วโมงนี้ที่เป็นรองแค่ แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน และ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ของจ่าฝูงลิเวอร์พูล

มิดฟิลด์ตัวรับที่เลสเตอร์ขาดหายไปนานถึง 4 ปี ถูกแทนที่อย่างไร้รอยต่อด้วย วิลเฟร็ด เอ็นดีดี้ ตัวปัดกวาดพื้นที่แดนกลาง และสามารถซ้อนตำแหน่งที่ว่างของฟูลแบ็คทั้งสองข้างเวลาที่ขึ้นไปเติมเกมรุกได้อย่างดีอีกด้วย

ตำแหน่งกองกลางตัวรุกหน้ากรอบเขตโทษที่โดดเด่นไม่แพ้ เควิน เดอ บรอยน์ ของซิตี้ ต้องยกให้มิดฟิลด์ตัวรุกสไตล์ผู้ดี เจมส์ แมดดิสัน และนักเตะมูลค่า 40 ล้านปอนด์ ค่าตัวสถิติของสโมสร แต่คุ้มค่ามากในเวลานี้ ยูริ ตีเลอมันส์ สองมิดฟิลดิ์ผู้คอยสร้างสรรค์โอกาสและดึงจังหวะเกมให้เหมาะสมทั้งรับและรุก และนั่นก็เป็นเหตุผลว่าทำไมเลสเตอร์ถึงมี % การครองบอลที่สูงมากในตอนนี้ สไตล์การเล่นแบบสาดบอลยาวสวนกลับที่เคยมีสถิติถึง 21% ในยุคของรานิเอรี่ ก็ลงลดเหลือแค่ 10% เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนเกมเท่ากัน

 

จุุดแข็ง

ตามที่กล่าวมาข้างต้น การครองบอลและความไหลลื่นของเกม คือปรัชญาฟุตบอลที่สำคัญของ เบรนดัน ร็อดเจอร์ส เมื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยการครองบอลในฤดูกาล 2015/16 นั้นอยู่ที่ 45% ส่วนฤดูกาลปัจจุบันอยู่ที่ 58.6%

เรื่องเกมรับภายใต้การคุมทัพของ ร็อดเจอร์ส ถือว่าไม่ค่อยโดดเด่นเท่าไหร่นัก ส่วนใหญ่จะเป็นการถ่ายบอลไปมาเพื่อหาจังหวะในการทำฟุตบอลเกมรุกที่เขาถนัดเสียมากกว่า

ความเข้าใจเกมของผู้เล่น และทีมเวิร์ค คือสิ่งที่เลสเตอร์ชุดนี้โดดเด่นไม่แพ้ลิเวอร์พูลจ่าฝูง หรือแมนฯ ซิตี้แชมป์เก่า

เสียประตูน้อย แถมยิงได้เยอะ มีความสมดุลย์ในเกมรับและรุกดีที่สุดในพรีเมียร์ลีก

เลสเตอร์

 



 

สถิติที่เกิดขึ้นในฤดูกาล

จากรายงานของ opta sports เจมี่ วาร์ดี้ ทำประตูได้ถึง 19 ครั้ง มากกว่าใครใน 5 ลีกใหญ่ในยุโรป นับตั้งแต่ ร็อดเจอร์ส ก้าวเข้ามาคุมทัพ

เลสเตอร์มีสถิติแย่งบอลต่อเกมเฉลี่ย 22.5 ครั้ง สูงสุดใน 5 ลีกใหญ่ในยุโรป

เอ็นดีดี้ ในตอนนี้เขาคือคนที่มีแอคชั่นในการแย่งบอลมากที่สุดในยุโรป โดยอยู่ที่ 53 ครั้ง ส่วน เปเรยร่า มีจำนวนการแย่งบอล 49 ครั้ง อยู่ในอันดับที่ 3

เลสเตอร์

เจมส์ แมดดิสัน สร้างโอกาสในการทำประตูสูงถึง 8 ครั้งต่อเกม ในเกมที่บุกไปเยือน คริสตัล พาเลส ซึ่งทำได้มากที่สุดในฐานะทีมเยือนของพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้

มีเพียง แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน และ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ของลิเวอร์พูลเท่านั้นที่ผ่านบอลมากกว่า ยูริ ตีเลอมันส์ ในฤดูกาลนี้ ขณะเดียวกัน ยูริ เป็นคนที่แอสซิสต์มากที่สุดในทีมนับตั้นแต่เดือนกุมภาพันธ์เป็นต้นมา

 

ผู้เล่นคนสำคัญ

แม้ว่าจะเป็นที่พูดถึงกันอย่างมาก สำหรับผู้เล่นในแนวรุกของ ร็อดเจอร์ส แต่คนที่เป็นผู้ปิดทองหลังพระจนทีมมีสถิติที่ดีขนาดนี้นั่นก็คือ ชากลาร์ โซยุนซู

เลสเตอร์

โซยุนซู ถูกซื้อมาจากไฟร์บูร์ก ด้วยมูลค่า 19 ล้านปอนด์ ในฐานะตัวแทนของ แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ที่ย้ายออกไปด้วยมูลค่า 80 ล้านปอนด์

เช่นเดียวกับกองหลังทีมชาติอังกฤษอย่าง แม็คไกวร์ โซยุนซู มีความใจเย็นในการครองบอล แต่มีความห้าวหาญและเข้มแข็งในการเข้าปะทะ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่น่าประทับใจที่สุดในหลายๆ ฤดูกาลที่ผ่านมาของเลสเตอร์

พัฒนาการและลักษณะการเล่นของเขา ดูคล้ายคลึงกับ โคโล ตูเร่ อดีตกองหลังของอาร์เซน่อลชุดไร้พ่ายอย่างมาก ซึ่งในตอนนี้อายุของ โซยุนซู เท่ากับ ตูเร่ ในตอนนั้นพอดี หรือเขาอาจจะเป็น ตูเร่ ในยุคนี้ก็ว่าได้

 

สรุป

ในแง่ของรายรับ-รายจ่ายของสโมสร และองค์ประกอบของทีม ดูเหมือนเลสเตอร์ในยุค ร็อดเจอร์ส จะดูดีกว่ายุค รานิเอรี่ เมื่อ 4 ปีก่อนเล็กน้อย

เลสเตอร์

อย่างไรก็ตามเลสเตอร์ของ ร็อดเจอร์ส ก็มีศักยภาพดีพอที่จะเป็นทีมที่ดีที่สุดในประเทศ และสามารถคาดหวังในการเบียดแชมป์กับยักษ์ใหญ่และเข้าไปเล่นในแชมเปี้ยนส์ลีกได้อีกครั้ง

หาก วาร์ดี้ ในวัย 32 ปีไม่เจ็บและยังรักษาความฟิตได้เป็นอย่างดีต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน ร็อดเจอร์ส ยังคงสามารถรักษา เอ็นดีดี้ และ แมดดิสัน ไว้กับทีมได้ในช่วงตลาดซื้อขายรอบนี้ รับรองจิ้งจอกสยามปีนี้มีลุ้นแน่นอน

 

credit: https://talksport.com/football/626522/comparing-leicester-city-title-win-claudio-ranieri-brendan-rodgers/

 


iReallyLikeFootball.com เว็บไซต์ คอลัมน์ฟุตบอล บทความฟุตบอล ข่าวฟุตบอล สร้างสรรค์ผลงานจากความตั้งใจ โดยกลุ่มคนที่รักและชอบฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจ

“Football can make a friend, can make a life”

::::: ต้องการติดต่อสอบถามหรือขอลงโฆษณา :::::

แอด LINE : @803toskz หรือคลิกลิงค์นี้ http://nav.cx/omAqg0Q
Facebook : http://www.facebook.com/ireallylikefootball
Email : ireallylikefootball@gmail.com
หรือติดต่อเราได้ที่ http://www.ireallylikefootball.com/contact