ศึกแดงเดือด เกมแรกของฤดูกาลนี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะเปิดสนามหญ้าสวย โอลด์แทรฟฟอร์ด รับการมาเยือนของ ลิเวอร์พูล ในวันที่ 20 ตุลาคม 2019 ที่กำลังจะมาถึง

 

แม้ว่าศึกแดงเดือดจะผ่านมาถึงกว่า 200 เกมแล้วก็ตาม ยังไงคู่นี้ก็ยังถือเป็นเกมคู่อริที่ดุเดือดที่สุดในอังกฤษตลอดกาล

หงส์แดงในตอนนี้ อยู่ในช่วงที่ดีมากๆ การประสานงานของ 3 ตัวรุก โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ ซาดิโอ มาเน่ และโมฮัมเหม็ด ซาล่าห์ ช่วยกันทำประตู พาทีมนำเป็นจ่าฝูง มีแต้มทิ้งห่างแมนฯ ซิตี้ ถึง 8 คะแนน และยังไม่เคยแจกแต้มให้ทีมไหนเลยจาก 8 เกมที่ผ่านมา

ตรงกันข้ามกับทีมของ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ที่กำลังเข้าสู่วิกฤติอย่างที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ไม่เคยเป็นมาก่อน นับตั้งแต่ เซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน ลงจากบัลลังก์ ปัจจุบันรั้งอันดับ 12 มีเพียง 9 คะแนน จนทำให้แฟนบอลเริ่มงอแงกับกุนซือรายนี้แล้ว

แต่ถามแฟนบอลทั้งสองทีม แม้ว่าแต้มจะห่างกันแค่ไหน ใครจะสน?

เพราะไม่ว่าในยุคสมัยใด ศึกแดงเดือดก็ยังคงเดือดสมชื่อ ศึกแห่งศักดิ์ศรีที่มีความภาคภูมิใจเป็นเดิมพัน และนี่ก็คือ 13 ครั้งล่าสุดของศึกแดงเดือด มีเกมไหนที่ตราตรึงใจพวกคุณบ้าง

 

ศึกแดงเดือด: 24 กุมภาพันธ์ 2019

สกอร์: แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 0-0 ลิเวอร์พูล

ศึกแดงเดือด

ฤดูกาล 2018/19 เป็นอีกครั้งที่ ลิเวอร์พูล เข้าใกล้การคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมากที่สุด แต่ดันทำคะแนนตกหล่นไปในช่วงปีใหม่ และนี่ก็เป็นอีก 1 เกมที่ลิเวอร์พูลทำพลาด ในเกมนี้ด้วยฟอร์มการเล่นอันร้อนแรงของลิเวอร์พูลที่ขึ้นเป็นจ่าฝูงในตอนนั้น ทำให้แฟนบอลต่างคาดหวังว่าพวกเขาจะถล่มแมนยูที่อยู่ในอันดับ 5 ของตารางในขณะนั้นได้อย่างสบายๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือการเสมอกันอย่างจืดชืด โดยที่ทั้ง 2 ฝ่ายไม่ได้มีโอกาสในการทำประตูมากนัก ไฮไลท์ของเกมจึงกลายเป็น ดาวิด เดเกอา ที่สามารถเก็บคลีนชีตให้แมนยูได้เป็นครั้งที่ 100 ต่อจาก ปีเตอร์ ชไมเคิล

 



 

ศึกแดงเดือด: 16 ธันวาคม 2018

สกอร์: ลิเวอร์พูล 3-1 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ศึกแดงเดือด

เมื่อการแข่งขันจบลง เป็นไปไม่ได้ที่แฟนบอลแมนยูบางคนจะพอใจกับศึกแดงเดือดในวันนั้น แต่ตรงกันข้าม เพราะเมื่อถัดจากนั้น 3 วัน โจเซ่ มูริญโย่ ถูกปลด หนำซ้ำเกมนี้ยังเป็นเกมที่ทำให้ลิเวอร์พูลกลายเป็นทีมไร้พ่ายถึง 18 นัดติด ถือว่าเป็นสถิติที่พวกเขาทำได้นานที่สุดนับตั้งแต่ปี 1990 ชากิรี่ กลายเป็นนักเตะคนที่ 2 ของลิเวอร์พูลต่อจาก ไนเจล คลัฟฟ์ ที่สามารถทำ 2 ประตูได้ตั้งแต่ศึกแดงเดือดแรกที่ลงเล่น ผู้เบิกสกอร์แรกให้กับหงส์แดงเป็นของ ซาดิโอ มาเน่ และฝั่งแมนยูเป็นเจสซี ลินการ์ด ที่ยิงตีเสมอ ส่วน ดาวิด เดเกอา ยังคงทำงานหนักเช่นเคย เขาออกแรงเซฟถึง 7 ครั้ง จากการเข้าทำของ ลิเวอร์พูล ทั้งตรงกรอบและไม่ตรงกรอบถึง 36 ครั้ง

 

ศึกแดงเดือด: 10 มีนาคม 2018

สกอร์: แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2-1 ลิเวอร์พูล

ศึกแดงเดือด

เกมนี้เป็นเกมที่ มาร์คัส แรชฟอร์ด ได้แสดงแสงยานุภาพยิงประตูเบิ้ลได้เป็นครั้งที่ 2 นับตั้งแต่เกมที่เขาลงเล่นในลีกเป็นครั้งแรกในเกมที่เจอกับ อาร์เซน่อล เมื่อปี 2016 แม้ว่าแมนยูจะถูกโถมบุกอย่างหนัก แต่เขาก็ไม่ปล่อยให้ลิเวอร์พูล เป็นฝ่ายทำประตูได้เลย จนกระทั่ง อีริค ไบญี่ เป็นฝ่ายทำเข้าประตูตัวเอง แมนยูภายใต้การคุมบังเหียนของ โจเซ่ มูริญโย่ ใน 2 ฤดูกาลแรกนั้น ถือว่าเป็นแมนยูที่มีรถบัสขวางอยู่หน้าประตูอย่างแท้จริง

 

ศึกแดงเดือด: 14 ตุลาคม 2017

สกอร์: ลิเวอร์พูล 0-0 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ศึกแดงเดือด

ลูกทีมของ เจอร์เก้น คล๊อป เร่งฟอร์มออกมาอย่างดุเดือด แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ ส่วนหนึ่งต้องให้เครดิต ดาวิด เดเกอา ที่ช่วยเซฟให้ผีแดงถึง 5 ครั้ง จากการระดมยิงทั้งหมด 19 ครั้งของลิเวอร์พูล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเซฟลูกยิงของ โจเอล มาติป และนั่นก็เป็นเหตุให้ทั้งคู่แบ่งแต้มกันไปทีมละ 1 คะแนน

 



 

ศึกแดงเดือด: 15 มกราคม 2017

สกอร์: แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-1 ลิเวอร์พูล

ศึกแดงเดือด

เกมนี้ พอล ป๊อกบา เล่นได้แย่มาก จนเป็นเหตุให้ เจมส์ มิลเนอร์ ทำประตูได้จากลูกจุดโทษ ลิเวอร์พูลเป็นฝ่ายขึ้นนำไปก่อน ต่อมาแมนยู บุกหนัก ทำให้ ซิมง มิโญเล่ต์ มีบทบาทอย่างมากในเกมรับ แต่แล้วนายทวารชาวเบลเยี่ยมก็พลาดท่าให้กับ Beyond Godlike สลาตัน อิบราฮิโมวิช จากลูกโหม่ง และนั่นเป็นประตูที่ 14 จากการลงเล่นทั้งหมด 20 นัดในเกมลีกให้กับแมนยู

 

ศึกแดงเดือด: 17 ตุลาคม 2016

สกอร์: ลิเวอร์พูล 0-0 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ศึกแดงเดือด

การเสมอครั้งนี้ ส่งผลให้ลิเวอร์พูลพลาดในการแซงแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ขึ้นไปเป็นจ่าฝูง เกมนี้ โจเซ่ มูริญโย่ ใช้แทคติกเกมรับแบบรถบัสตามถนัด และแน่นอนว่า ฮีโร่ของพวกเขาในเกมนี้คือ ดาวิด เดเกอา ผู้ที่ช่วยให้เกมนี้จบลงโดยไร้ประตู แต่ถือว่าเป็นเกมที่ตึงทีเดียว

 

ศึกแดงเดือด: 17 มกราคม 2016

สกอร์: ลิเวอร์พูล 0-1 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ศึกแดงเดือด

เวย์น รูนี่ เป็นผู้ซัดประตูโทนในถิ่นแอนด์ฟิล และเป็นผลการแข่งขันของเกมนี้ นับเป็นประตูแรกในรอบ 11 ปีที่เขายิงในถิ่นแอนด์ฟิล ดำเนินการโดยการคุมทีมของ หลุยส์ ฟานกัล นัดนี้ยังถือเป็นบทเรียนเรื่องของความคมในการจบสกอร์ให้กับ เจอร์เก้น คล๊อป ซึ่งเป็นศึกแดงเดือดเกมแรกของกุนซือชาวเยอรมันอีกด้วย ท้ายที่สุดแม้ว่า ฟานกัล จะชนะในศึกแดงเดือดนี้ก็จริง แต่เป็นเพียงชัยชนะ 2 เกม จาก 11 เกมหลังสุด จนสุดท้ายเขาถูกปลดหลังจบฤดูกาล แต่อย่างไรก็ตาม 3 แต้มในเกมนี้ ถือว่าเป็นหนึ่งในผลงานที่น่าจดจำอันสุดท้ายที่เขาฝากเอาไว้ รูนี่ เองก็เช่นกัน เพราะศูนย์หน้าขวัญใจพลพรรคปีศาจแดงก็ได้อำลาทีมไปเมื่อจบฤดูกาล

 



 

ศึกแดงเดือด: 12 กันยายน 2015

สกอร์: แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 3-1 ลิเวอร์พูล

ศึกแดงเดือด

ไฮไลท์ของเกมนี้ต้องยกให้ อองโตนี่ มาร์ซิยาล สร้างปรากฏการณ์ที่ทำให้ตัวเขาเป็นที่รักของแฟนๆ จากการเปลี่ยนตัวลงไปเล่นระหว่างเกม และสามารถทำประตูได้ทันที แม้ว่านี่จะเป็นเกมแรกของเขากับแมนยูก็ตาม ประตูแรกของเกมเกิดขึ้นในครึ่งหลัง จากลูกยิงของ ดาร์ลี่ย์ บลินด์ และตามมาด้วยจุดโทษของ เอเรร่า ก่อนที่เหล่าเดอะ ค๊อป จะเฮสนั่นจากการยิงตีไข่แตกของ คริสเตียน เบนเตเก้ ด้วยลูกยิงจักรยานอากาศตามมาเป็น 2-1 แต่อย่างไรก็ตาม มาร์ซิยาล ก็ได้ลากเลื้อยตามสไตล์ที่ตัวเองถนัดมุ่งสู่สนามฝั่ง สเตรทฟอร์ด เอนด์ และจบสกอร์ไปได้อย่างยอดเยี่ยม

 

ศึกแดงเดือด: 22 มีนาคม 2015

สกอร์: ลิเวอร์พูล 1-2 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ศึกแดงเดือด

เกมนี้กัปตันทีมลิเวอร์พูล สตีเฟ่น เจอร์ราด ถูกไล่ออกจากสนาม หลังจากลงมาเล่นในครึ่งหลังเพียง 38 วินาทีเท่านั้น และนั่นยังเป็นศึกแดงเดือดสุดท้ายของกัปตันไดนาโมขวัญใจชาวหงส์แดง ก่อนที่เขาจะย้ายไปเล่นให้กับ แอลเอ แกแล็กซี่ เจอร์ราด ถูกไล่ออกหลังจากไปเหยียบขา อันเดอร์ เอเรร่า ที่ลงไปดีดดิ้นสมบทบาท และเกมนี้ ฆวน มาต้า ยิงให้แมนยูได้ถึง 2 ประตู ซึ่งลูกที่ 2 ที่เขายิงนั้นเป็นลูกจักรยานอากาศ ก่อนที่ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ จะมายิงตีไข่แตกเเป็นการปลอบใจชาวหงส์แดงให้ไม่แพ้สกอร์ไข่ไปแบบเหงาๆ

 

ศึกแดงเดือด: 14 ธันวาคม 2014

สกอร์: แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 3-0 ลิเวอร์พูล

ศึกแดงเดือด

เป็นอีกเกมที่ ดาวิด เดเกอา โชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยม และเป็นอีกเกมที่แมนยูถล่มลิเวอร์พูลได้อย่างขาดลอยถึง 3 ลูก ในถิ่นโอล์ดแทรฟฟอร์ด เกมนี้ เบรนดัน ร็อดเจอร์ส ตัดสินใจดร๊อป ซิมง มิโญเล่ต์ และส่ง แบรด โจนส์ ลงไปเฝ้าเสาแทน สุดท้ายความพ่ายแพ้นี้ก็ทำให้ ร็อดเจอร์ส ได้รับความกดดันจากแฟนบอลเพิ่มขึ้นทันที เวย์น รูนี่ ฆวน มาต้า และโรบิน ฟาน เพอร์ซี 3 พวกเขาคือคีย์แมนสำคัญที่ช่วยให้แมนยูถล่มลิเวอร์พูลในนัดนี้ไปได้อย่างสบายๆ

 

ศึกแดงเดือด: 16 มีนาคม 2014

สกอร์: แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 0-3 ลิเวอร์พูล

ศึกแดงเดือด

ปีที่ใกล้เคียงกับคำว่าแชมป์พรีเมียร์ ลีกมากที่สุดปีหนึ่งหลังจากการรอคอยมายาวนานกว่าทศวรรษของลิเวอร์พูล ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์อันย่ำแย่ที่ คริสตัล พาเลส และการลื่นของ สตีเฟ่น เจอร์ราด ในเกมที่เจอกับเชลซี ลิเวอร์พูลคือทีมที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดในการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ณ ขณะนั้น ศึกแดงเดือดเกมนี้อดีตกัปตันทีมชาติอังกฤษมีโอกาสยิงจุดโทษถึง 3 ครั้ง แม้ว่าจะยิงพลาดในครั้งที่ 3 แต่ชัยชนะในครั้งนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ลิเวอร์พูล มีคะแนนนำเชลซี ถึง 4 คะแนน และ หลุยส์ ซัวเรส คือผู้ที่ยิงปิดท้ายในเกมนี้

 



 

ศึกแดงเดือด: 1 กันยายน 2013

สกอร์: ลิเวอร์พูล 1-0 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ศึกแดงเดือด

แดเนียล สเตอริจด์ โหม่งประตูชัยระยะเผาขนในเกมนี้ และนั่นทำให้ลิเวอร์พูลมีสถิติเริ่มต้นฤดูกาลได้ดีที่สุดนับตั้งแต่ฤดูกาล 1994/95 ซิมง มิโญเล่ต์ ที่เพิ่งย้ายมาจากซันเดอร์แลนด์ สามารถเก็บคลีนชีตได้สำเร็จ แม้ว่า โรบิน ฟาน เพอร์ซี จะมีโอกาสที่ดีในการทำประตูถึง 4 ครั้งก็ตาม

 

ศึกแดงเดือด: 13 มกราคม 2013

สกอร์: แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 2-1 ลิเวอร์พูล

ศึกแดงเดือด

ฤดูกาล 2012/13 เป็นฤดูกาลและศึกแดงเดือดสุดท้ายของ เซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน นี่ยังเป็นฤดูกาลที่พลพรรคปีศาจแดงได้เถลิงแชมป์พรีเมียร์ลีกครั้งล่าสุด เกมนี้ โรบิน ฟาน เพอร์ซี มีบทบาททั้งยิงทั้งจ่าย ช่วยให้แมนยูมีคะแนนเหนือแมนฯ ซิตี้ ทีมคู่แข่งร่วมเมืองถึง 10 คะแนน และเป็นอีกครั้งที่ แดเนียล สเตอริจด์ ยิงประตูปลอบใจให้กับความพ่ายแพ้ของชาวหงส์แดง

 

#บทสุปเจอกัน 13 ครั้งล่าสุด

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ชนะ 6 ลิเวอร์พูล ชนะ 3 เสมอกัน 4

สถิติข่มกันขนาดนี้ หรือว่าอันดับในตารางจะข่มกันแค่ไหน ไม่ว่าช่วงเวลานี้ใครมาแรงกว่าใคร ไม่ใช่เรื่องที่ต้องนำมาคิดให้ยุ่งยากสำหรับศึกแดงเดือด วันที่ 20 ตุลานี้ เดือดแน่ๆ รับรอง!

::credit::
www.talksport.com
www.skysports.com

 


iReallyLikeFootball.com เว็บไซต์ คอลัมน์ฟุตบอล บทความฟุตบอล ข่าวฟุตบอล สร้างสรรค์ผลงานจากความตั้งใจ โดยกลุ่มคนที่รักและชอบฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจ

“Football can make a friend, can make a life”

หากต้องการติดต่อสอบถามหรือขอลงโฆษณา email มาที่ ireallylikefootball@gmail.com
หรือติดต่อเราได้ที่ http://www.ireallylikefootball.com/contact

แสดงความคิดเห็น