ทัวร์นาเม้นต์ฟุตบอลยุโรป ในแต่ละครั้ง มักมีโมเม้นต์เด็ดๆ ให้จดจำมาถึงทุกวันนี้ และบทความนี้ เราขอนำเสนอแมตช์สุดยอดตลอดกาลในศึกฟุตบอลยูโร (จัดอันดับโดย Sport Magazine นิตยสารกีฬาชื่อดังของประเทศอังกฤษ)

 

20. อังกฤษอกหักอีกปี (1996)

อังกฤษ 1 – 1 เยอรมัน (เยอรมันชนะจุดโทษ 6-5)

ฟุตบอลยูโร

ก่อนหน้านี้ 6 ปี เยอรมันตะวันตกเคยยัดเยียดความปราชัยให้กับอังกฤษไปแล้วด้วยการดวลจุดโทษแบบเดียวกันนี้ในฟุตบอลโลกปี 1990 ที่อิตาลี และกลับมาในคราวนี้ในรอบรองชนะเลิศเหมือนกับเมื่อ 6 ปีที่แล้ว อังกฤษคาดหวังว่าจะสามารถล้างแค้นอันแสนเจ็บปวดให้ได้ในถิ่นเวมบลีย์รังเหย้า เกมเริ่มต้นได้อย่างสวยงามสำหรับทัพทรีไลอ้อนส์ พวกเขาเป็นฝ่ายเปิดประตูแรกในนาทีที่ 3 โดย อลัน เชียร์เรอร์ แต่ต่อมาไม่นาน สเตฟาน คุนซ์ ของทัพอินทรีย์เหล็กก็ทำประตูตีเสมอได้ในนาทีที่ 16 และหลังจากนั้น อังกฤษก็โหมบุกหนักขึ้น เชียร์เรอร์ มีโอกาสได้ขึ้นโหม่งโล่งๆ แต่หลุดกรอบไปนิดเดียวเท่านั้น จนมาในช่วงต่อเวลา อังกฤษทำหมูหกแบบน่าใจหาย มีสองโอกาสงามๆ จาก ดาเรน แอนเดอร์ตัน ที่ยิงโล่งๆ แต่กลับชนเสา และฝั่ง พอล แกสคอยน์ ที่เข้าชาร์จช้าหวุดหวิดไปเพียงไม่กี่นิ้ว หมดเวลาไม่มีฝ่ายไหนได้ประตู ทำให้ต้องดวลจุดโทษ ผลปรากฏว่า หวยออกที่ แกเร็ธ เซาธ์เกต เพราะเป็นเพียงหนึ่งเดียวที่ยิงจุดโทษพลาด และนั่นก็เป็นเหตุให้อังกฤษถูกย้ำแค้นโดนเยอรมันเขี่ยตกรอบศึกฟุตบอลยูโรหนนั้นไปอย่างน่าเจ็บใจ

[อ่านบทความที่คล้ายกัน : ดราม่า เดอะซีรี่ส์ EP. 2 – ยูโร 96 สิงโตร้องไห้ ทีมชาติอังกฤษ]

 

19. กางเกงในของเบนท์เนอร์ (2012)

เดนมาร์ก 2 – 3 โปรตุเกส

ฟุตบอลยูโร

เป็นเกมที่ดุเดือดที่สุดในรอบแบ่งกลุ่มครั้งนั้น พวกเขายิงกันไปถึง 5 ลูก แต่สิ่งที่ทำให้เกมนั้นเป็นที่น่าจดจำก็คือ การทำประตูของ นิคลาส เบนท์เนอร์ ในนาทีที่ 80 ซึ่งเป็นลูกตีเสมอเป็น 2-2 ซึ่งเป็นประตูที่สองของเขาเช่นกัน หลังยิงตีเสมอได้ สุดหล่อจอมเพี้ยน กองหน้าปืนใหญ่ อาร์เซน่อลในตอนนั้น วิ่งดีใจด้วยการดึงเสื้อขึ้นและถกกางเกงลงเพื่อให้เห็นขอบกางเกงในเพื่อโชว์ให้เห็นคำว่า “แพดดี้ พาวเวอร์” เว็บพนันชื่อดัง นั่นก็เป็นเหตุให้เขาถูกแบน 1 เกม และถูกปรับเป็นเงิน 100,000 ยูโร เพราะถือว่าเป็นการเจตนาโฆษณา และในเกมนั้นผลก็จบลงด้วยการที่ทีมโคนมแพ้ต่อทีมฝอยทองด้วยการยิงของ ซิลเวสเตอร์ วาเรล่า หลังจากที่เบนเนอร์ยิงตีเสมอเพียงแค่ 3 นาทีเท่านั้น

 

18. ลูกยิงปาเนนก้า (1976)

เช็กโกสโลวาเกีย 2 – 2 เยอรมันตะวันตก (เช็กโกสโลวาเกียชนะจุดโทษ 5-3)

ฟุตบอลยูโร

เยอรมันตะวันตกเข้าชิงฟุตบอลยูโร 76 หลังจากเพิ่งคว้าถ้วยฟุตบอลโลกมาหมาดๆ กลายเป็นฝ่ายตามถึง 2-0 ในช่วงแรกของนัดชิงชนะเลิศ ก่อนที่จะสามารถไล่ตามตีเสมอจนสำเร็จในนาทีที่ 89 โดย แบรนด์ โฮลเซนเบน และนั่นก็ทำให้เกิดช่วงดวลจุดโทษที่เป็นประวัติศาสตร์ที่เล่าขานกันมาจนทุกวันนี้ เมื่อ อันโตนิน ปาเนนก้า เป็นผู้ยิงประตูชัยให้ทีมชาติเช็ก ซึ่งไฮไลท์ของทัวร์นาเม้นต์นี้อยู่ที่ลูกนี้เลยก็ว่าได้ โดย ปาเนนก้า บรรจงยิงชิพแบบย้อยๆ เข้าไปที่กลางประตูอย่างง่ายดายตรงที่ แซป ไมเออร์ อยู่ ก่อนที่ ไมเออร์ จะเดาผิดโดยการพุ่งไปทางซ้าย และภายหลังลูกยิงนี้ก็ได้ถูกลอกเลียนแบบไปอย่างแพร่หลายจนถึงทุกวันนี้ มีนักเตะขึ้นหิ้งระดับเวิลด์คลาสหลายคนอย่าง ปิร์โล่ ต๊อตติ หรือ ซีดาน นำไปใช้บ่อยๆ

 

17. ศึกสแกนดิเนเวีย (2004)

เดนมาร์ก 2 – 2 สวีเดน

ฟุตบอลยูโร

ถือว่าเป็นคู่อริกันมาอย่างยาวนานสำหรับ เดนมาร์ก และ สวีเดนแห่งสแกนดิเนเวีย และคราวนี้พวกเขาได้มาเจอกันในรอบแบ่งกลุ่ม โดยมีอิตาลี และบัลแกเรีย อยู่ในกลุ่มนี้ด้วย เกมจบลงด้วยสกอร์ 2-2 แต่มันมีอะไรที่มากกว่านั้น ทีมโคนมขึ้นนำ 2-1 จนกระทั่งมาถึงช่วง 2 นาทีสุดท้ายก่อนทดเวลา แมทเธียส จอห์นสัน ได้ทำประตูตีเสมอ ช่วยให้สวีเดนได้เข้าไปเล่นในรอบ 8 ทีมสุดท้าย และนั่นก็ทำให้ประตูชัยในนาทีที่ 94 ของอิตาลีในอีกสนามที่แข่งในเวลาเดียวกันไร้ผลทันที ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ดราม่าที่เดียวสำหรับทีมชาติอิตาลี

 

16. การย้ำแค้นของกังหันสีส้ม (2000)

ฮอลแลนด์ 6 – 1 ยูโกสลาเวีย

ฟุตบอลยูโร

ในฟุตบอลโลกปี 1998 ทีมชาติยูโกสลาเวียเคยถูก เอ็ดการ์ ดาร์วิดส์ สร้างความเจ็บช้ำด้วยการยิงประตูชัยในนาทีที่ 92 ในรอบ 16 ทีม จากนั้น 2 ปี ต่อมา พวกเขาถูกกระทำหนักกว่าเดิมโดยนักเตะที่ชื่อ แพททริค ไคลเวิร์ต และ มาร์ค โอเวอร์มาร์ โดยรายแรกทำแสบโดยจัดแฮตทริก ส่วนรายหลัง โอเวอร์มาร์ ยิงไป 2 ลูก พวกเขาถล่มฝ่ายตรงข้ามอย่างย่อยยับ โดยเกมนั้นกลายเป็นหนึ่งในเกมที่ฮอลแลนด์เล่นได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด และศึกฟุตบอลยูโรหนนี้ก็เป็นทัวร์นาเม้นต์ใหญ่รายการสุดท้ายที่ยูโกสลาเวียได้เข้าร่วม…

 

15. ชาร์ลตัน 1 อังกฤษ 0 (1988)

อังกฤษ 0 – 1 ไอร์แลนด์

ฟุตบอลยูโร

หนึ่งในฮีโร่ของทีมชาติอังกฤษชุดแชมป์โลก 1966 ได้สร้างความอับอายให้กับ บ๊อบบี้ ร๊อบสัน และนั่นเป็นการลงเล่นนัดแรกในฟุตบอลยูโร 88 ของตัวเต็งอย่างทีมชาติอังกฤษ แจ็ค ชาร์ลตัน ตำนานทีมชาติอังกฤษผู้ซึ่งหันมาเป็นผู้จัดการทีมชาติไอร์แลนด์เหนือได้สร้างทีมขึ้นมาใหม่ และทีมของเขาชุดนั้นสามารถผ่านเข้าไปเล่นรอบ 8 ทีมสุดท้ายในฟุตบอลโลก 90 ได้อีกด้วย โดยในเกมนี้คือจุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่ของไอร์แลนด์ เรย์ เฮ้าจ์ตัน ทำประตูได้ตั้งแต่นาทีที่ 6 และนั่นก็กลายเป็นประตูชัย แม้ว่าจะไม่ใช่ข่าวใหญ่ในฟุตบอลยุโรป แต่สำหรับชาวไอริชถือว่าเป็นเรื่องน่าฉลองอย่างมาก นอกจากนี้ แมตช์หลังจากนั้นในทัวร์นาเม้นต์นี้ อังกฤษก็ไม่สามารถเก็บแต้มได้จนตกรอบไป

 

14. ปรากฏการณ์คาเรล (1996)

สาธารณะรัฐเช็ก 1 -0 โปรตุเกส

ฟุตบอลยูโร

บางคนอาจบอกว่าเกมนี้เป็นหนึ่งในเกมแห่งการปล้นในชัยชนะที่ยอดเยี่ยมที่สุดของศึกฟุตบอลยูโร แต่ยิ่งไปกว่านั้น ประตูที่เกิดขึ้นในเกมนี้ เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในประตูที่ดีที่สุดในรายการนี้เลยก็ว่าได้ คาเรล โพบอร์สกี้ ขโมยบอลจากผู้เล่นโปรตุเกส และชิพข้ามหัว วิคตอร์ บาย่า ที่กำลังทำอะไรไม่ถูกไปได้อย่างสวยงามในรอบ 8 ทีมสุดท้าย และลูกนี้ก็ทำให้เขาได้ย้ายไปอยู่กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ 2 ประตูจาก 32 เกมที่เขาลงเล่นให้ปีศาจแดง คงไม่สามารถพูดได้ว่าเขาประสบความสำเร็จที่นั่น

 

13. มหาเทพแดนนี่ (2012)

สวีเดน 2 – 3 อังกฤษ

ฟุตบอลยูโร

รอย ฮอดจ์สัน กุนซือผู้เพิ่งเข้ารับงานคุมทีมชาติอังกฤษได้ไม่นาน มีภารกิจที่จะต้องพาอังกฤษลุยศึกยูโร 2012 ซึ่งผลงานที่ออกมานั้นดีกว่าที่คาดคิดเอาไว้มากในรอบแบ่งกลุ่ม รอย ได้วางให้ แอนดี้ แคร์โรล เป็นหน้าเป้า และเขาก็เบิกประตูแรกให้กับทีมได้ แต่หลังจากขึ้นนำ เห็นได้ชัดว่า การขาด เวย์น รูนี่ นั้นส่งผลกระทบต่อทีม สวีเดนกลับขึ้นมาแซงเป็น 2-1 ทำให้อังกฤษมีโอกาสที่จะตกรอบแบ่งกลุ่มสูงมาก แต่แล้ว ธีโอ วัลคอตต์ ตัวสำรองสามารถลงมาทำประตูตีเสมอได้ ก่อนที่จะถึงเวลาจุติของมหาเทพ โดยเป็น แดนนี่ เวลเบ็ค ผู้ซึ่งยิงประตูชัยแบบหมุนตัวตอกส้นเข้าไป แบบไม่คาดคิด ??!!! และนั่นทำให้ชาวอังกฤษมองเห็น สลาตัน อิบาฮิมโมวิช อยู่ในตัวของ เวลเบ็ค ขึ้นมาทันที (ฮาาา)

 

12. โปรตุโกลลลลล! (2000)

โปรตุเกส 3 – 2 อังกฤษ

ฟุตบอลยูโร

สิงโตคำรามภายใต้การคุมทัพของ เควิน คีแกน ซึ่งเป็นอีกครั้งที่ทีมชาติอังกฤษไม่สามารถเก็บชัยชนะได้ในเกมแรก แม้ว่า พอล สโคลส์ จะทำประตูขึ้นนำอย่างงดงามด้วยลูกโหม่ง และ สตีฟ แม็คมานามาน ที่ยิงลูกฮาล์ฟวอลเล่ย์เป็นประตูที่ 2 ให้อังกฤษขึ้นนำ ซึ่งทั้ง 2 ประตูนั้นมาจากการแอสซิสของ เดวิด เบ็คแฮม เจ้าพ่อลูกนิ่ง แต่จนแล้วจนรอดทัพสิงโตก็นำอยู่ได้แค่ 20 นาทีเท่านั้น ก่อนโดน หลุยส์ ฟิโก้ และ เจา ปินโต้ 2 คู่หูที่พาทัพฝอยทองเข้าสู่ยุคทองในตอนนั้น ตามตีเสมอเป็น 2-2 ภายในครึ่งเวลาแรก จากนั้นในครึ่งหลัง ช่วงที่เกมดำเนินมาเกือบถึงหนึ่งชั่วโมง นูโน โกเมส ก็มายิงประตูชัยเม็ดที่ 3 ปิดจ๊อบ สุดท้ายแล้วเกมนี้คนที่น่าสงสารที่สุดคือ เควิน คีแกน ชายที่ไม่สามารถแก้เกมได้จนถึงนาทีสุดท้าย

 

11. ประตูชัยโกลเด้นโกลของ เทรเซเก้ (2000)

ฝรั่งเศส 2 – 1 อิตาลี (ต่อเวลา)

ฟุตบอลยูโร

ไม่ใช่ครั้งแรกที่อิตาลีอกหักจากฟุตบอลยูโร ดิโน่ ซอฟฟ์ นายใหญ่ทัพมักกะโรนี ส่ง มาร์โก้ เดลเวคคิโอ้ ลงตัวจริงในนัดชิง สร้างเซอร์ไพรส์ในเกมนี้ได้ไม่น้อย เดลเวคคิโอ้ ตอบแทนนายใหญ่ด้วยการยิงประตูในครึ่งหลัง จนเหมือนว่าจะเป็นประตูชัยของเกมนี้ซะแล้ว จนกระทั้ง ซิลแวง วิลตอร์ ยิงประตูที่สำคัญที่สุดของเกมนั้น เป็นประตูตีเสมอให้ฝรั่งเศส ซึ่งเกิดขึ้นในนาทีที่ 3 ของการทดเวลาครึ่งหลัง ต่อมาช่วงเวลาโกลเด้นโกลด์ก็มาถึง โรแบร์ ปิแรส ที่ถูกเปลี่ยนตัวลงมาในครึ่งหลัง ได้ลากบอลไปเกือบสุดเส้นหลัง แล้วเปิดบอลเข้ากลางมาให้ เทรเซเก้ ยิงประตูชัยไปได้ เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในโกลเด้นโกลด์ที่ดราม่าที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้

 

10. ค่ำคืนอันยอดเยี่ยมที่เวียนนา (2008)

โครเอเชีย 1 – 1 ตุรกี (ตุรกีชนะจุดโทษ 3-1)

ฟุตบอลยูโร

เกมนี้เรียกได้ว่าเป็นเกมที่ดราม่าที่สุดในฟุตบอลยูโร 2008 ซึ่งเป็นเกมรอบ 8 ทีมสุดท้าย โครเอเชียของ สลาเวน บิลิช นำทัพโดยยอดนักเตะอย่าง ลูก้า โมดริช ทั้งสองทีมไม่สามารถทำประตูกันได้เลย จนเกือบถึงช่วงดวลจุดโทษ อิวาน คลาสนิช เบิกประตูแรกให้กับเกมนี้ในนาทีที่ 119 แต่ทัพชาวเติร์กก็ตามมาติดๆ โดย เซมิห์ เซนเติร์ก มันเกิดขึ้นก่อนที่จะถึงเข้าช่วงดวลจุดโทษเพียง 1 นาทีเท่านั้นสำหรับประตูตีเสมอนี้ และในการดวลจุดโทษ โครเอเชียพลาดไปถึง 3 ลูกจากทั้งหมด 4 ลูก ทำให้ รุสตู เร็คเบอร์ กลายเป็นฮีโร่ของเกมนี้ไปโดยปริยาย

 

9. ซุปเปอร์มาริโอ้ (2012)

เยอรมัน 1 – 2 อิตาลี

ฟุตบอลยูโร

เยอรมันนีถูกเขี่ยตกรอบในรอบ 4 ทีมสุดท้ายในฟุตบอลยูโร 2012 และทีมเดียวที่ทำให้พวกเขาพ่ายแพ้ในรายการนี้ก็คือ อิตาลี ทำให้สถิติที่พวกเขาไม่เคยพ่ายอิตาลีในทัวร์นาเม้นต์นี้จบลงในเกมนั้นทันที พระเอกสองคนผู้เป็นตัวแปรหลักแห่งชัยชนะก็คือ หนึ่ง อันเดรีย ปิร์โล่ แสดงการร่ายเวทมนตร์โชว์สกิลการคอนโทรลบอลในแดนกลางได้อย่างสวยงาม และสอง มาริโอ บาโลเตลลี่ ดาวยิงอัจฉริยะสุดเพี้ยนแผลงฤทธิ์ซัดไปสองตุง โดยลูกแรกมาจากการโหม่ง ส่วนลูกที่สองนั้น เกรียนโอ้ หลุดกับดักล้ำหน้า พาบอลไปหวดเต็มข้อบริเวณหัวกระโหลกหน้ากรอบเขตโทษ ลูกพุ่งเสียบตาข่ายราวกับกระสุนปืน!!! ทำเอานอยเออร์ได้แต่มอง ก่อนจบเกมเยอรมนีมายิงได้ลูกนึงแบบง๋อยๆ สุดท้ายผลชนะ 2-1 อาถรรพ์ถูกทำลาย ส่งให้อิตาลีเข้าไปเล่นในรอบชิงดำกับสเปนได้สำเร็จ ก่อนจะโดนสเปนสอนบอลไปถึง 4 ลูก เหมือนหนังคนละม้วน

 

8. การเริ่มต้นสุดมันส์ (1960)

ฝรั่งเศส 4 – 5 ยูโกสลาเวีย

ฟุตบอลยูโร

ศึกฟุตบอลยูโรครั้งนั้นมีทีมที่ได้เข้าไปแข่งแค่ 4 ทีมเท่านั้น เพราะในตอนนั้นใช้ชื่อเป็น ยูโรเปี้ยน เนชั่นส์ คัพ ชื่อดั้งเดิมของการแข่งขันนี้ เริ่มต้นด้วยฝรั่งเศสเจ้าภาพ เปิดสนามพบกับ ยูโกสลาเวีย โดยไร้ จุสต์ ฟองแตง ที่เพิ่งแขวนสตั๊ดไปไม่นาน ผู้เคยยิงถึง 13 ลูก ในฟุตบอลโลกเมื่อ 2 ปีก่อนหน้านั้น เกมนี้ฝรั่งเศสเป็นฝ่ายขึ้นนำ 4-2 ได้เพียง 15 นาทีเท่านั้น และหลังจากนั้นทีมผู้มาเยือนก็รัวถึง 3 ลูกติด ภายใน 4 นาที จนกลายเป็นฝ่ายชนะไปในที่สุด เกมนี้ได้บันทึกสถิติว่าเป็นเกมที่มีการยิงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลยูโร โดยมีการยิงกันถึง 9 ลูก

 

7. โอกาสอันยิ่งใหญ่ของอังกฤษ (2004)

โปรตุเกส 2 – 2 อังกฤษ (โปรตุเกสชนะจุดโทษ 6-5)

ฟุตบอลยูโร

ฟุตบอลยูโร 2004 นี้ ผู้ที่ได้แชมป์ไปคือกรีซ แต่อังกฤษชุดนี้ภายใต้ สเวน โกรัน อีริคสัน ถือว่าเป็นยุคทอง และมีโอกาสที่จะคว้าแชมป์ในรายการนี้สูงมาก เกมนี้มีประตูเกิดขึ้น 4 ประตู และ เวย์น รูนี่ ติดทีมชาติลงเล่นในรายการใหญ่ครั้งแรก และกลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นที่ดีที่สุดในรายการนี้ อังกฤษเริ่มต้นได้สวยงามเพราะเป็นฝ่ายเบิกสกอร์แรก 1-0 พวกเขาขึ้นนำโปรตุเกสในรอบ 8 ทีมสุดท้าย แต่จนเกือบจะหมดเวลา เฮลเดอร์ ปอสติก้า ก็มาทำประตูตีเสมอในช่วงเกือบถึงทดเวลา และนั่นทำให้พวกเขาต้องเล่นในช่วงต่อเวลา รุย คอสต้า พาทีมเจ้าภาพขึ้นนำเป็น 2-1 แต่แล้ว แฟรงค์ แลมพาร์ด ก็ยิงคืนเป็น 2-2 ยื้อกันจนถึงการดวลจุดโทษ แต่ทว่า เดวิด เบ็คแฮม กับ ดาริอุส วาสเซลล์ ยิงพลาด ทำให้ผู้รักษาประตู ริคาร์โด้ กลายเป็นผู้พาทัพฝอยทองเข้ารอบในที่สุด สิงโตร้องไห้อีกเช่นเคย…

[อ่านบทความที่คล้ายกัน : “The Ultimate Three Lions” ทีมชาติอังกฤษที่ไม่มีจริง]

 

6. ปาฏิหาริย์โคนม (1992)

เดนมาร์ก 2 – 0 เยอรมันนี

ฟุตบอลยูโร

เยอรมันนีผู้ครองถ้วยแชมป์โลกอยู่ในขณะนั้น ศึกฟุตบอลยูโรหนนี้จึงถือว่าเป็นการแข่งขันรายการใหญ่ครั้งแรกหลังจากรวมประเทศได้ ส่วนเดนมาร์กเป็นฝ่ายที่เข้ามาแทนยูโกสลาเวียด้วยเหตุผลทางเทคนิคบางประการ และในรอบชิงชนะเลิศ เดนมาร์กผ่านเข้ารอบมาโดยการชนะเพียงแค่เกมเดียวเท่านั้นที่จบภายใน 90 นาที คุณคงคิดว่าพวกเขาต้องเล่นเป็นรองแน่ๆ ใช่ไหม? คุณคิดผิด มันเป็นค่ำคืนอันยอดเยี่ยมที่โกเตนเบิร์กสำหรับทีมรองบ่อนอย่างพวกเขา ปีเตอร์ ชไมเคิล เล่นได้อย่างเพอร์เฟ็คในเกมนี้ แม้ว่าเยอรมันจะบุกมากี่ครั้งก็ตาม และ จอห์น เจนเซ่น ก็เป็นผู้เบิกประตูแรก ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีที่เขายิงตรงกรอบ ท้ายที่สุด คิม วิลฟอร์ท คือฮีโร่ตัวจริงที่พาทัพโคนมและชาวเดนมาร์กทั้งประเทศฉลองแชมป์ในค่ำคืนแห่งปาฏิหาริย์นั้น

 

5. SAS (1996)

ฮอลแลนด์ 1 – 4 อังกฤษ

ฟุตบอลยูโร

อังกฤษเป็นเจ้าภาพในการแข่งขันปี 1996 ขุนพลทรีไลอ้อนส์ของ เทอร์รี่ เวนาเบิลส์ เล่นได้อย่างยอดเยี่ยม เรียกได้ว่าใกล้เคียงทีมชุดปี 1966 ที่สุดก็ว่าได้ และเกมนี้เป็นค่ำคืนอันยิ่งใหญ่ของเจ้าภาพ ซึ่งเป็นเกมในรอบแบ่งกลุ่ม พอล อิ๊นซ์ และแกสคอยน์ คุมพื้นที่กลางสนามได้อยู่หมัด แต่ผู้ที่ได้แสดงแสงยานุภาพที่สุดคือคู่หู SAS อลัน เชียร์เรอร์ และเท็ดดี้ เชอริงแฮม พวกเขาได้กระทำชำเราคนละ 2 ประตูอย่างโหดเหี้ยม ทั้งคู่พังทีมกังหันสีส้มอย่างไม่เหลือซาก และเกมจบลงด้วยการที่ แพททริค ไคลเวิร์ต ทำประตูตีไข่แตกแบบกร่อยๆ ก่อนที่ฮอลแลนด์จะตกรอบไปในที่สุด

[อ่านบทความที่คล้ายกัน : ดราม่า เดอะซีรี่ส์ EP. 2 – ยูโร 96 สิงโตร้องไห้ ทีมชาติอังกฤษ]

 

4. ยุคสมัยของชาวสเปน (2012)

สเปน 4 – 0 อิตาลี

ฟุตบอลยูโร

ตั้งแต่ศึกฟุตบอลยูโรถือกำเนิดขึ้น ยังไม่มีชาติใดสามารถป้องกันแชมป์ได้ แต่คำกล่าวนั้นใช้ไม่ได้กับทัพกระทิงดุชุดลุยศึกฟุตบอลยูโร 2012 ในนัดชิงชนะเลิศของฟุตบอลยูโร 2012 แม้ว่าอิตาลีจะทุบเยอรมันร่วงในรอบรองชนะเลิศก็ตาม แต่กลับกัน สเปนต้องไปเล่นถึงช่วงดวลจุดโทษกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างโปรตุเกส สเปนในยุคทองที่มี อิเคร์ กาซิยาส, เซอร์จิโอ รามอส, เฌราร์ด ปิเก้, ซาบี้, ซาบี้ อลอนโซ่, อันเดรียส อิเนียสต้า และเฟอร์นันโด ตอร์เรส จะเกินความสามารถไปไหมที่จะคว้าอีกแชมป์? คำตอบคือ พวกเขาเก่งพอที่จะเล่นโดยไม่มีกองหน้าตัวเป้าด้วยซ้ำ ตอร์เรสได้ลงไปเล่นในช่วง 15 นาทีสุดท้าย พวกเขาฉีกอิตาลีเป็นชิ้นๆ ดาวิด ซิลบา, จอร์ดี้ อัลบา, ตอร์เรส และฆวน มาต้า คือผู้ที่ทำประตูในเกมนี้ เรียกได้ว่าเป็นเกมนัดชิงที่หมดจดที่สุดก็ว่าได้

 

3. ปรากฏการณ์อัลฟอนโซ่ (2000)

ยูโกสลาเวีย 3 – 4 สเปน

ฟุตบอลยูโร

นานมากกว่า 10 ปีก่อนที่จะเกิดปรากฏการณ์อกูเอโร่ ที่เกิดขึ้นจาก มาร์ติน ไทเลอร์ แห่งสกายสปอร์ต ตะโกนในห้องส่ง แต่ในครั้งนั้นมันเกิดขึ้นโดย จอห์น มอทสัน ของบีบีซี มันเกิดขึ้นในรอบแบ่งกลุ่มในศึกยูโร 2000 มันเป็นเกมที่สเปนจะต้องแย่งคะแนนเพื่อเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้าย แล้วมันก็เกิดความดราม่าขึ้นในเกมนี้ ชาวสเปนคงไม่คิดว่าจะมีสิ่งนี้เกิดขึ้น พวกเขาต้องการผลชนะเท่านั้นเพื่อที่จะเข้ารอบต่อไป ซึ่งก่อนที่จะทดเวลายูโกสลาเวียนำอยู่ 3-2 ด้วยนักเตะที่เหลืออยู่ 10 คน จนมาในนาทีที่ 94 เกียซก้า เมนดิเอต้า ได้ช่วยให้ความหวังของชาวสเปนกลับมาอีกครั้งด้วยลูกจุดโทษ ก่อนที่อัลฟอนโซ่จะสร้างปาฏิหาริย์โดยการยิงลูกที่ 2 ของเกมนี้ในช่วงที่เกือบจะหมดเวลาอยู่แล้ว ผู้บรรยาย มอทสัน ถึงกับบ้าไปเลยกับการเข้ารอบของสเปน แม้ว่าพวกเขาจะแพ้ฝรั่งเศสในเกมต่อมา

 

2. ความไร้เทียมทานของฝรั่งเศส (1984)

ฝรั่งเศส 3 – 2 โปรตุเกส

ฟุตบอลยูโร

เมื่อนานมาแล้ว ชายที่ชื่อว่า มิเชล พลาตินี่ เคยเป็นนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกมาก่อน ก่อนจะทำเรื่องทุจริตจนเป็นที่ขายหน้าในวงการ และในฟุตบอลยูโร 1984 เขาเป็นคนพาทีมชาติฝรั่งเศสขึ้นไปสู่จุดสูงสุด เขาทำแฮตทริกในเกมกับยูโกสลาเวีย และยิงได้ถึง 2 ประตูในเกมกับเบลเยี่ยม แต่ผู้ที่ช่วยให้ฝรั่งเศสเข้ารอบในเกมนี้คือ ฌอง ฟรองชัวส์ เดอแมร์ เขายิงลูกแรกให้ทีมชาติฝรั่งเศส ก่อนที่ จอร์เดา ของโปรตุเกสจะยิงคืนตีเสมอ และดราม่าก็เกิดขึ้นในช่วงต่อเวลาเมื่อ จอร์เดา ยิงได้อีกลูก ทำให้ทัพฝอยทองขึ้นนำ แต่ใน 6 นาทีต่อมา เดอแมร์ ก็ยิงอีกลูกจนเสมอ 2-2 และเกมก็ผ่านมาจนเกือบหมดช่วงต่อเวลา พลาตินี่ ก็ได้โชว์ขโมยซีนที่ 2 คนนั้นสร้างขึ้น โดยการจบสกอร์ที่เปิดมาโดย ณอง ติกาน่า อย่างเยือกเย็น ทำให้ฝรั่งเศสได้เข้ารอบชิงชนะเลิศ ซึ่งฝรั่งเศสก็เอาชนะในเกมนั้นมาได้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นทำให้ พลาตินี่ กลายเป็นตำนานของวงการฟุตบอลมาอย่างยาวนานถึง 30 ปี

 

1. ฮอลแลนด์ประสบความสำเร็จ (1988)

สหภาพโซเวียต 0 – 2 ฮอลแลนด์

ฟุตบอลยูโร

ฮอลแลนด์เป็นทีมที่สามารถเข้าใกล้ถ้วยแชมป์โลกได้ถึง 2 ครั้ง ในยุค 70 และในรายการนี้ ฟุตบอลของชาวดัตช์ได้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง พวกเขารวมฟุตบอลสไตล์ใหม่กับยุคที่แล้วเข้าด้วยกัน หลังจากโค่นประเทศเจ้าภาพอย่างเยอรมันตะวันตกคู่ปรับสมัยยุค 70 ในรอบรองชนะเลิศ พวกเขาก็ได้มาเจอกับยอดทีมแห่งตะวันออกอย่างสหภาพโซเวียตในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลยูโร 1988 ก่อนที่กำแพงเบอร์ลินจะพังลง และนี่คือเกมสุดท้ายที่ยุโรปตะวันตกกับตะวันออกมาเจอกัน ทั้งคู่ต่างมีสไตล์การเล่นที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในเกมนี้ รุด กุลลิท กัปตันทีมชาวดัตช์เป็นผู้เบิกสกอร์แรก แล้วก็กลายเป็นเกมครองบอลฝ่ายเดียวในแดนหน้าของฮอลแลนด์ และหลังจากเริ่มครึ่งหลังได้ไม่นาน อาร์โนลด์ มูเรน ก็เปิดบอลข้ามหัวของ กุลลิท ไปเข้าทางของ มาร์โก้ แวน บาสเท่น กองหน้าของเอซี มิลานที่รออยู่ทางเสาร์สอง และนั่นก็กลายเป็นลูกยิงที่กลายเป็นตำนาน บาสเท่น ยิงวอลเล่ย์อย่างเต็มแรงในมุมที่แคบมาก ข้ามหัวนายทวารของโซเวียต ไปตุงตาข่ายอีกฝั่งอย่างสวยงาม โซเวียตเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ ชาวดัตช์เป็นฝ่ายชนะ และประตูนั้นก็ปลายเป็นลูกที่ยอดเยี่ยมที่สุดตลอดกาลของทัวร์นาเม้นต์ยูโร

 

Thank you & Credit: https://talksport.com/football/85036/top-20-greatest-european-championship-matches-ever-160603198325/

 


iReallyLikeFootball.com เว็บไซต์ คอลัมน์ฟุตบอล บทความฟุตบอล ข่าวฟุตบอล สร้างสรรค์ผลงานจากความตั้งใจ โดยกลุ่มคนที่รักและชอบฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจ

“Football can make a friend, can make a life”

หากต้องการติดต่อสอบถามหรือขอลงโฆษณา email มาที่ ireallylikefootball@gmail.com
หรือติดต่อเราได้ที่ http://www.ireallylikefootball.com/contact

แสดงความคิดเห็น