ต่อเนื่องเป็นคืนที่สองติดต่อกันกับสัปดาห์แห่ง ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก ในระหว่างที่ผมเขียนอยู่นี้ แฟน ๆ iRLFB น่าจะทราบผลการแข่งขันของเกมนัดตัดเชือกคู่แรกเมื่อคืนนี้ ระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ โรม่า กันไปแล้ว

ซึ่งก็เป็น หงส์แดง ที่กุมความได้เปรียบในเกมแรก เปิดแอนฟิลด์จัดการสอนบอล หมาป่าแห่งโรม ไปถึง 5-2 แนวรุกโชว์ฟอร์มโหดรันชุดใหญ่ 5-0 โดยได้ประตูจากความยอดเยี่ยมของ โม ซาล่าห์ และ บ๊อบบี้ ฟีร์มิโน่ ยิง 2 จ่าย 2 ทั้งคู่ ส่วนอีก 1 เม็ดเป็นผลงานของ ซาดิโอ มาเน่

ก่อนที่ โรม่า จะไล่มาคืน 2 ประตูจาก เอดิน เชโก้ และลูกโทษของ ดิเอโก้ เปร็อตติ เก็บอเวย์โกลสำคัญกลับบ้าน หวังสร้างปาฏิหาริย์ที่กรุงโรมอีกครั้ง

ส่วนเกมในคืนนี้เป็นคิวของ “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค ยักษ์ใหญ่แชมป์บุนเดสลีกาจากเยอรมัน จะเปิด อัลลิอันซ์ อารีน่า ต้อนรับการมาเยือนของ “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด จ้าวยุโรปที่ครองแชมป์มากที่สุดในรายการนี้

 



 

และก่อนที่เกมคู่นี้จะเริ่ม ในบทความนี้เราจะพาแฟน iRLFB ไปพบกับ 5 สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับบิ๊กแมตช์ระหว่างสองยักษ์ เพื่อเพิ่มอรรถรสในการรับชมศึกยูฟ่าแชมเปี้ยนลีกในคืนนี้กัน

 

1. ยุปป์ ไฮย์เกส ผู้ปลุกสองยักษ์หลับให้ตื่นในยุโรป

หลาย ๆ ท่านคงทราบกันดีว่า แชมป์ยุโรป ครั้งล่าสุดที่ บาเยิร์น ได้ในปี 2013 เป็นการรังสรรค์โดย ยุปป์ ไฮย์เกส ผ่านแข้งชั้นนำตัวชูโรงในชุดนั้นอย่าง “ร็อบเบรี่” โดยการหักด่านทีมดาวรุ่งของ เยอร์เก้น คลอปป์ “กุนซือเฮฟวี่เมทัล” ของ ลิเวอร์พูล ในเวลานี้

แต่รู้หรือใหม่ว่ากุนซือวัย 72 ผู้นี้เป็นคนพา เรอัล มาดริด กลับมาเถลิงบัลลัก์แชมป์ยุโรปในปี 1998 หลังจากห่างหายไปนานถึง 22 ปี


เรอัล มาดริด ในชุดนั้นประกอบไปด้วยแข้งดังอย่าง เฟร์นันโด เอียร์โร่, โรแบร์โต้ คาร์ลอส, เฟร์นันโด เรดอนโด้, คริสติย็อง การอมเบอ, คลาเร้นซ์ เซดอร์ฟ, สองคู่หัวหอกดาวรุ่งกระทิง ราอูล & มอริเอนเตส, ดาวซัลโวบอลโลก ดาวอร์ ซูเคอร์ และ เปแดร็ก มิยาโตวิช คนยิงประตูชัยในนัดชิงกับ ยูเวนตุส

เรียกได้ว่า ปู่จุปป์ นั้นเป็นผู้ปลุกความยิ่งใหญ่ของทั้งสองยักษ์ให้กลับมาผงาดในเวทียุโรปเลยก็ว่าได้ แต่ด้วยความที่ห่างกันเป็นทศวรรษจะบอกว่าปู่รู้ไส้รู้พุง มาดริด ก็ไม่ได้ เพราะทีมได้ผลัดเปลี่ยนยุคมาแล้วนักต่อนัก

แต่สิ่งที่พอจะบอกได้แน่นอนนั้นคือฝีมือของ ไฮย์เกส ในเวทีนี้ ที่แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนปู่แกก็ยังคงมีพิษสงอยู่เสมอ

 

2. หอกข้างแคร่ “ฮาเมส โรดริเกวซ”

ย้ายไปร่วมทัพ เรอัล มาดริด หลังโชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมกับ โคลอมเบีย ในศึกบอลโลก 2014 ที่เจ้าตัวคว้าดาวซัลโวด้วยจำนวน 6 ประตูในครั้งนั้น

ในขวบปีแรกกับทีมราชันชุดขาว ฮาเมส เป็นตัวเลือกลำดับต้น ๆ ของ คาร์โล อันเชล็อตติ ผู้จัดการทีมในเวลานั้น แต่หลายสิ่งก็เปลี่ยนไปหลังจากการเข้ามาของ ราฟาเอล เบนิเตซ และ ซีเนอดีน ซีดาน

ในยุคของ ซีดาน นั้น ฮาเมส ถูกปรับให้ต้องลงมาเล่นต่ำกว่าเดิม ทำให้เจ้าตัวไม่สามารถสร้างสรรค์เกมและได้ตามสไตล์ที่ตนเองถนัด ประกอบกับการที่ต้องเล่นเกมรับมากขึ้นซึ่งไม่ใช่จุดเด่นของ ฮาเมส เองอยู่แล้วก็ยิ่งทำให้ผลงานของเขานั้นดรอปลงเรื่อย ๆ



แม้จะร่วมคว้าแชมป์ยุโรปกับทีม แต่การที่เขาไม่ได้เป็นตัวเลือกแรก ๆ ในทีมของ ซีดาน จึงทำให้ในซัมเมอร์ที่ผ่านมา บาเยิร์น สบโอกาสขออาสาดึงตัว ฮาเมส มาร่วมทัพเสือใต้ในซีซั่นนี้ และเป็นการกลับมาร่วมงานกันอีกครั้งของเขา และ อันเชล็อตติ

ที่เยอรมัน ฮาเมส ได้รับบทบาทเป็นจอมทัพคอยสร้างสรรค์เกมอย่างเต็มตัว ด้วยสังขารที่เริ่มโรยของ “ร็อบเบรี่” ยิ่งส่งผลให้ ฮาเมส ได้เป็นคีย์แมนอย่างเต็มตัว เขาสร้างอิมแพ็คในเกมรุกให้กับทัพเสือใต้เป็นอย่างมาก จากการเล่นบอลอันชาญฉลาด แอสซิสต์ แถมยังมีทีเด็ดในการสอดขึ้นมาทำประตู

และในการเผชิญหน้ากันในรอบตัดเชือกนี้ นอกจาก โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้ แล้ว เห็นทีจะเป็น ฮาเมส นี่แหละ ที่แนวรับ เรอัล มาดริด ต้องระวังให้จงดี

 



 

3. พี่เสือกลัวกระทิง

ไม่ว่าจะมีผลงานที่เลิศหรูขนาดไหนในเวทีบุนเดสลีกา รวมถึงฟอร์มระดับมาสเตอร์พีซในรอบแบ่งกลุ่ม แถมด้วยการเป็นก้างชิ้นโตไม่ว่าจะจับฉลากไปเจอกับใครในรอบน็อคเอ้าท์ แต่ในการเจอกันกับทีมจากสเปนสี่ครั้งหลังสุดนั้น เป็นสิ่งที่เสือใต้จากเยอรมันนั้นขยาดสุด ๆ

ตั้งแต่พวกคว้าแชมป์ปี 2013 ในอีก 4 ฤดูกาลถัดมาพวกตกรอบด้วยน้ำมือของทีมจากแดนกระทิงดุทั้งสิ้น!

เส้นทางของทัพเสือใต้ในยุโรป ถูกทีมในสเปนหยุดลงที่รอบรองชนะเลิศเกือบทุกครั้ง ไล่ตั้งแต่ เรอัล มาดริด ในปี 2014, 2015 กับ บาร์เซโลน่า, 2016 กับ แอตเลติโก มาดริด ยิ่งในปีล่าสุดที่ผ่านมาพวกเขาไปไม่ถึงรอบรองด้วยซ้ำ และก็เป็น เรอัล มาดริด เจ้าเก่า ที่ส่งพวกเขากลับเยอรมันไปในรอบ 8 ทีมสุดท้ายก่อนจะก้าวไปเป็นแชมป์ในบั้นปลาย



และสิ่งที่เลวร้ายไปกว่านั้น สถิติในการดวลกันกับ เรอัล มาดริด 13 ครั้งหลังสุด บาเยิร์น แพ้ไปถึง 9 เกม คว้าชัยกลับมาได้เพียงแค่ 3 เกมเท่านั้น

ศึกในคืนนี้สำคัญเป็นอย่างยิ่งหาก บาเยิร์น อยากจะก้าวเข้าไปชิงชนะเลิศ พวกเขาต้องทำทุกวิถีทางเพื่อลบล้างสถิติที่ตามหลอกหลอนหล่านี้ออกไปให้หมดสิ้น หากคิดสร้างความยิ่งใหญ่บนเวทีแห่งนี้

 

4. บิ๊กเกมเพลเยอร์ สิ่งที่อาจเป็นตัวตัดสินเกม

ในทุก ๆ เกมใหญ่ ด้วยคุณภาพทีม ศักยภาพนักเตะ ที่สูสีกันนั้น ทีมที่หวังจะก้าวไปเป็นแชมป์จำเป็นต้องมีนักเตะประเภท “บิ้กเกม เพลเยอร์” เอาไว้ในทีม

ในขณะที่กลิ่นไหม้จากความร้อนแรงของ โม ซาล่าห์ ยังอบอวล ดาวซัลโวในรายการนี้ยังคงเป็นของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่จำนวน 15 ประตู

โรนัลโด้ พึ่งพาได้เสมอในเกมใหญ่ ไม่ว่ารูปเกมจะเป็นแบบไหน แม้วันที่เขาแทบจะไม่มีส่วนร่วมกับเกมหรือห่างไกลจากฟอร์มที่ดีที่สุด แต่เมื่อถึงเวลาสำคัญ มักเป็นเขามาตลอดที่ทำประตูตัดสินเกือบจะทุก ๆ เกมสำคัญให้กับทีม

ผ่านจนมาถึงรอบนี้ โรนัลโด้ กำลังเมามันส์กับการยิงประตู กลับกัน ท็อปสกอร์ของ บาเยิร์น นั้นคือ เลวานดอฟสกี้ ที่ดูดรอปลงไปในรายการนี้ โดยทำไปเพียง 5 ลูกเท่านั้น จากการลงเล่นทั้งหมด 9 เกม


สถิติที่น่าสนใจในเกมนี้เป็นของ โรนัลโด้ ที่ซัด 7 ประตูจากการเจอ บาเยิร์น ใน 3 ครั้งหลังสุดที่พบกัน ส่วน เลวานดอฟสกี้ ถึงจะมีโมเมนท์ที่น่าจดจำกับการเหมาคนเดียว 4 ลูกในการดวลกับ เรอัล มาดริด แต่นั่นก็เกิดขึ้นในระหว่างที่อยู่กับ ดอร์ทมุนด์

หากเกมกำลังสูสีคู่คี่ จากโอกาสเพียงเล็กน้อยในการตัดสินเกมยักษ์ ๆ สิ่งที่นักเตะสายพันธ์นี้ต้องทำให้กับทีม คงไม่มีอะไรดีกว่าการส่งบอลลงไปซุกก้นตาข่ายอีกแล้ว

 

5. เกมคุณภาพระดับ 5 ดาว


คงไม่ต้องสาธยายอะไรกันมากสำหรับคุณภาพนักเตะของทั้งสองยักษ์ใหญ่ยุโรปนี้ สิ่งที่แฟนบอลจะได้รับในเกมนี้คือความมันส์ระดับ 6,000 แรงม้า!

สถิติเกมรุกของสองทีมในฤดูกาลนี้แตะหลักร้อยประตูทั้งคู่ เรอัล มาดริด 54 เกมในทุกรายการที่ลงเล่น กระทุ้งไปถึง 124 ประตู ส่วน บาเยิร์น มิวนิค ก็ไม่น้อยหน้าหรืออาจเรียกว่าสะเด่ากว่าด้วยซ้ำจากการซัดไปถึง 151 ลูก จาก 51 เกม!

และในเกมส์นี้จะเป็นการวัดกึ๋น และแถมอาจเป็นการแก้มือกลาย ๆ ของ ซีเนอดีน ซีดาน ที่เคยอกหักในนัดชิงกับ ยูเวนตุส หลังจากโดน เรอัล มาดริด ของ ปู่จุปป์ เป็นเรื่องของ “บุพเพอาละวาด” ที่พอกาลเวลาเปลี่ยนไปกลับกลายเป็นตัวเองต้องมาคุม มาดริด เองเพื่อดวลกับ ปู่จุปป์ ในเวอร์ชั่นบาเยิร์นซะงั้น  แถมด้วยทีมของทั้งคู่ในชุดนนี้นั้นต่างเต็มไปด้วยนักเตะระดับโลกมากหน้าหลายตา และจากทั้งหมดที่กล่าวมารับรองได้ว่า รอบตัดเชือกของทั้งคู่นี้จะเต็มไปด้วยความมันส์ที่ทุกท่านจะพลาดไม่ได้เลยทีเดียว

 

และนี่คือ 5 สิ่งที่ควรรู้ก่อนรับชม “ศึกยักษ์ชนยักษ์” ระหว่าง บาเยิร์น มิวนิค ปะทะ เรอัล มาดริด ในรอบตัดเชือกคืนนี้ที่เรานำมาฝากทุกท่าน

ทีมไหนจะคว้าชัยและกุมความได้เปรียบจากเกมแรก คืนนี้รู้กัน!

 


iReallyLikeFootball.com เว็บไซต์ คอลัมน์ฟุตบอล บทความฟุตบอล ข่าวฟุตบอล สร้างสรรค์ผลงานจากความตั้งใจ โดยกลุ่มคนที่รักและชอบฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจ

“Football can make a friend, can make a life”

หากต้องการติดต่อสอบถามหรือขอลงโฆษณา email มาที่ ireallylikefootball@gmail.com
หรือติดต่อเราได้ที่ http://www.ireallylikefootball.com/contact

แสดงความคิดเห็น