หากจะกล่าวว่าปัจจุบันนี้ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ คือลีกที่ประสบความสำเร็จในแง่ของการตลาดที่สุดในโลกก็คงไม่ผิดนัก จำนวนเงินที่แพร่สะพัดในลีกนี้ ได้แต่ทำให้ลีกเพื่อนบ้านได้แต่มองตาปริบๆ ด้วยความอิจฉา นอกเหนือจากการติดตามเข้าไปชมในสนามแล้ว ยังมีผู้ชมอีกหลายล้านชีวิตจับตาจ้องมองหน้าจอสี่เหลี่ยม ซึ่งเปรียบดั่งเป็นสังเวียนนอกสนามให้แฟนบอลได้ติดตามความมันส์ของลีกที่ขึ้นชื่อว่าเร้าใจที่สุดในโลก

 

จากการออกอากาศที่มีผู้ติดตามมากกว่า 4,700 ล้านชีวิตทั่วโลก จนทั่วโลกยอมรับว่าฟุตบอลพรีเมียร์ลีกถือเป็นคอนเทนต์รายการกีฬาที่มีมูลค่า และความต้องการสูงสุดในปัจจุบัน มาถึงทุกวันนี้ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีเพิ่งประกาศศักดาทางด้านการตลาดอีกครั้ง หลังจากเซ็นสัญญาลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดครั้งใหม่ด้วยจำนวน 5.13 พันล้านปอนด์ เริ่มตั้งแต่ปี 2016-19

ด้วยเงินมูลค่าจำนวนมหาศาลเช่นนี้ จะส่งผลต่อพรีเมียร์ลีกและวงการฟุตบอลอังกฤษอย่างไรบ้าง

 

คอลัมน์ฟุตบอล

 

ความเป็นมา

ฟุตบอลอังกฤษในจอแก้ว

ภาพเคลื่อนไหวของการแข่งขันฟุตบอลในประเทศอังกฤษ ถูกแพร่ภาพผ่านจอสี่เหลี่ยมสู่สาธารณะชนครั้งแรก เมื่อปี 1937 โดย บีบีซี รับหน้าที่เป็นผู้บันทึกการแข่งขันกันระหว่าง อาร์เซน่อล กับ อาร์เซน่อลทีมสำรอง ที่สนามไฮบิวรี่ แต่กว่าที่แฟนบอลจะได้รับชมเกมจากการถ่ายทอดสดจริงๆ ก็ต้องรออีก 9 ปีต่อมา โดยสองทีมแรกที่ได้รับสิทธิพิเศษนี้ก่อนใครเพื่อน คือนัดที่ Barnet เปิดบ้านพบกับ Wealdstone ในเกมลีกนั่นเอง

จนกระทั่งในปี 1992 สกายทีวี (BskyB) สถานีทีวียักษ์ใหญ่ดึง 20 สโมสรในดิวิชั่นหนึ่งมาจัดตั้งพรีเมียร์ลีก โดยซื้อสิทธิผูกขาดในการถ่ายทอดสด 5 ปีแรก ด้วยมูลค่า 304 ล้านปอนด์ มากกว่าลิขสิทธิ์เดิมของไอทีวีถึง 7 เท่า! นับตั้งแต่นั้นมา ด้วยค่าตอบแทนจากการถ่ายทอดโทรทัศน์ ทำให้พรีเมียร์ลีกพัฒนาได้อย่างรวดเร็วจนกลายเป็นอุตสาหกรรมทางด้านกีฬาที่ทำเงินได้มากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

 

อัตราการเจริญเติบโต

ความรุ่งโรจน์ของรายได้ทางทีวีของลีกผู้ดี

สิ้นเสียงนกหวีดเริ่มเกมในนัดแรกของพรีเมียร์ลีก นั่นหมายความว่าค่าลิขสิทธิ์ก้อนโตได้ไหลเข้าทุกสโมสรแล้ว ซึ่งนับตั้งแต่ฤดูกาลแรกจนถึงการเซ็นสัญญาครั้งล่าสุด มูลค่าการถ่ายทอดสดที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลในทุกปี จะเห็นได้ว่าจำนวนเงินค่าลิขสิทธิ์การแพร่ภาพของพรีเมียร์ลีก นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งปี 1992 ถึงปี 2019 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายในสัญญาฉบับล่าสุดที่ FA เพิ่งเซ็นกับสกายสปอร์ตและบีที ไปนั้น เพิ่มขึ้นมากถึง 4,945 ล้านปอนด์ หรือ 27 เท่าภายในระยะเวลาเพียง 27 ปี และเพิ่มขึ้นถึง 70.2 % จากฉบับเดิมที่จะหมดลงในปี 2016 แสดงให้เห็นถึงอัตราการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่องของลีกสูงสุดเมืองผู้ดี ไม่น่าว่าอาจจะแตะหลักหมื่นล้านในไม่อีกกี่ปีนี้ก็ได้

 

ใครได้อะไรบ้าง

การแบ่งเปอร์เซ็นต์รายได้

พรีเมียร์ลีกก่อตั้งโดยจดทะเบียนในรูปแบบบริษัทจำกัด โดยสมาคมฟุตบอลอังกฤษ (FA) ถือสิทธิเป็นหุ้นส่วนหลัก และมีสโมสรในลีกทั้ง 20 ทีมเป็นหุ้นส่วน เมื่อจบฤดูกาลสามทีมที่ตกชั้นต้องโอนหุ้นให้กับสโมสรที่เลื่อนชั้นมาจากลีกแชมเปี้ยนชิพ โดยส่วนแบ่งรายได้บางส่วนจากการขายลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดพรีเมียร์ลีก จะกระจายอย่างเท่าเทียมไปยัง 20 สโมสร ซึ่งเงื่อนไขการแบ่งค่าลิขสิทธิ์นั้น แบ่งเป็นเปอร์เซ็นต์จากเงินก้อนใหญ่ทั้งหมด ดังนี้

  • 35 % ค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดไปยังต่างประเทศ แบ่งเท่ากันทั้ง 20 ทีม
  • 27 % จากการถ่ายทอดสดในสหราขอาณาจักร แบ่งเท่ากันทั้ง 20 ทีม
  • 16 % ค่าตอบแทนตามศักยภาพที่แบ่งตามอันดับตารางคะแนน
  • 16 % ค่าอำนวยความสะดวกสาธารณูปโภคจากการถ่ายทอดสดในสนาม
  • 6 % ค่าโฆษณาทีวีส่วนกลาง แบ่งเท่ากันทั้ง 20 ทีม

 

คอลัมน์ฟุตบอล

บทสรุปของผลกระทบ

ผลลัพธ์จากเงินก้อนโตของค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดทางทีวี

พอจะทราบรายละเอียดคร่าวๆ ของลิขสิทธิ์การถ่ายทอดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกไปแล้ว สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง คือ ภายใต้จำนวนเงินที่มีมูลค่ามหาศาลนั้น จะส่งผลประการใดต่อวงการฟุตบอลอังกฤษนี้บ้าง

 

1. ทุกทีมต้องทำทุกอย่างเพื่ออยู่รอดปลอดภัยบนลีกนี้ต่อไป

การเซ็นสัญญาครั้งใหม่ล่าสุดของพรีเมียร์ลีก ที่มีมูลค่ากว่าครึ่งหมื่นล้านปอนด์ ผู้ที่ได้ผลประโยชน์ไปเต็มๆ ไม่ใช่ใครอื่น นอกเสียจากบรรดา 20 สโมสรเพียงรอเวลาที่เค้กก้อนใหญ่จะเข้าสู่ปาก ซึ่งในซีซั่นหน้าคาดกันว่า เงินรางวัลสูงสุดอาจมากถึง 156 ล้านปอนด์ และแม้กระทั่งทีมตกชั้นยังจะได้กว่า 92 ล้านปอนด์! นั่นหมายถึง การต่อสู้อย่างดุเดือดเลือดพล่านของทุกทีม ที่จะต้องอยู่รอดเพื่อรับทรัพย์ก้อนโตต่อไป แล้วทีมระดับล่างจะไปสู้ได้อย่างไร? นั่นแหละคือประเด็น! เงินที่ได้ส่วนหนึ่งย่อมถูกนำไปแปรรูปเข้าสู่ตลาดนักเตะ เพื่อสู่ขอสตาร์ดังให้มาร่วมเอ็นจอยในลีก ไม่ใช่แค่เฉพาะทีมใหญ่ แต่รวมถึงทีมระดับกลางถึงล่าง ที่พร้อมจะฮุบตัวดาวเตะชั้นยอดเข้าทีมเช่นกัน สิ่งเหล่านี้แทบจะไม่พบในลีกอื่นนัก จึงไม่ต้องแปลกใจเลยว่า ทำไมคำว่า บิ๊กโฟร์ หรือ บิ๊กไฟฟ์ ถึงได้สูญหายไปในทุกวันนี้

 

2. การลงทุนของเศรษฐีทั่วโลกเพิ่มมากขึ้น

หากทุกวันนี้จะเรียกว่า พรีเมียร์ลีก คือขุมทรัพย์แห่งใหม่ของโลกก็ไม่ผิดนัก จากรายได้ที่มีหลากหลายช่องทาง รวมถึงช่องทางหลักอย่างค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดการแข่งขันที่ทวีพูนขึ้นทุกวัน เหย้าหยวนเศรษฐีเงินถุงเงินถังจากทั่วโลกให้ขนเงินเข้าสู่เกาะอังกฤษมาลงทุน นักธุรกิจจากสหรัฐอเมริกา, เศรษฐีจากอาหรับ, เจ้าของบ่อน้ำมันในรัสเซีย รวมไปถึงเจ้าสัวจากเมืองไทย ที่ตอนนี้กลายเป็นเจ้าของทีมชาวต่างชาติซึ่งมีจำนวนมากกว่าครึ่งในพรีเมียร์ลีก แม้กระทั่งในลีกแชมเปี้ยนชิพ ก็ยังมีชาวต่างชาติเข้าไปจับจองพื้นที่กันถึง 13 ทีม ด้วยการเข้าไปคุมกิจการที่ซื้อง่ายขายคล่องกว่า ถึงแม้จะได้รับผลตอบแทนน้อยกว่าลีกบน แต่ถ้าได้เลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดเมื่อไหร่ ก็เตรียมตัวกวาดเงินส่วนแบ่งเข้ากระเป๋ากันให้สนุกสนาน

 

3. กระจายเงินไปยังลีกรากหญ้า

ไม่ใช่แค่พรีเมียร์ลีก รายได้จากค่าลิขสิทธิ์ทีวีส่วนหนึ่ง ได้ถูกแชร์ให้ลีกระดับรองมา ทั้ง Football League และ Conference ด้วย โดยก่อนหน้านี้ทางพรีเมียร์ลีกได้แบ่งเงินจำนวน 270 ล้านปอนด์ในแต่ละปี เพื่อสนับสนุนฟุตบอลระดับรากหญ้า ทั้ง การลงทุน 168 ล้านปอนด์สร้างสนามฟุตบอลหญ้าเทียมให้แก่ชุมชนท้องถิ่น 152 สนาม ซึ่งหลังจากการประมูลครั้งใหม่ ทำให้เงินส่วนนี้จะเพิ่มขึ้นเป็น 800 ล้านปอนด์ในฤดูกาลหน้า อย่างไรก็ตามยังมีเสียงวิจารณ์ว่า เงินก้อนใหญ่สุดท้ายก็ไปจบที่การซื้อขายผู้เล่นอยู่ดี โดยส่วนหนึ่งที่กระจายไปยังลีกระดับรากหญ้านั้น อาจจะไม่เต็มจำนวนดังกล่าวอีกด้วย

 

4. ราคาตั๋วถูกลง หรือไม่?

เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่า นี่คือลีกฟุตบอลที่มีค่าตั๋วแพงที่สุด ชนิดที่ว่าราคาตั๋วปีถูกสุดของอาร์เซนอล สามารถซื้อตั๋วปีถูกสุดของบาร์เซโลน่าได้เกือบ 10 ใบ! ซึ่งหลังจากทราบถึงจำนวนเงินถุงใหญ่ที่ทีมจะได้รับหลังจากสัญญาลิขสิทธิ์ฉบับใหม่ลุล่วง สิ่งหนึ่งที่ทำให้เหล่าแฟนบอลลุ้นกันสุดๆ ก็คือสโมสรอาจจะตัดสินใจลดรายได้ของสโมสรอีกทางหนึ่ง ด้วยการลดราคาตั๋วเข้าชมเกม แต่มันก็อาจจะไม่เป็นเช่นนั้น ถ้าหากทีมรักของเราดันนำเงินส่วนนั้นไปปรับปรุง-สร้างสนามใหม่ หรือทุ่มซื้อตัวนักเตะราคาแพง ความหวังที่จะได้เข้าไปดูเกมในสนามแบบถูกๆ ก็คงจะลมๆ แล้งๆ

 

5. แล้วผู้ชมทางบ้านล่ะ จะเจออะไรบ้าง?

หากว่า สกายสปอร์ตและบีที, พรีเมียร์ลีก, ทีมในลีกทั้ง 20 สโมสร คือผู้ประสบความสำเร็จในการประมูลครั้งนี้ ถ้าอย่างนั้นผู้ที่พ่ายแพ้ก็คงจะต้องเป็นผู้ชมทางบ้านอย่างเราๆ นี่เอง เงินจำนวนมหาศาลที่ถูกจ่ายให้พรีเมียร์ลีก บริษัททีวีคงไม่มีทางทำให้เงินก้อนนั้นเสียเปล่าไปอย่างแน่แท้ ในอังกฤษไม่มีทางที่ทุกคนจะไปชมเกมในสนามได้ทั้งหมด นั่นหมายความว่าต้องมีการเสียเงินเพื่อรับชมเกมผ่านหน้าจอทีวี โดยเฉพาะในต่างประเทศก็จะยิ่งมีการประมูลเพื่อคว้าลิขสิทธิ์ในราคาที่สูงลิบลิ่ว และในฤดูกาล 2016-17 นั่นเอง จะเป็นซีซั่นแรกที่เงินก้อนนั้นจะถูกเรียกคืน ถึงตอนนั้นแล้วมาดูกันว่า จะต้องควักตังค์ซื้อแพคเกจด้วยจำนวนเงินเท่าไหร่กัน

 

ด้วยพลังอำนาจของเม็ดเงินที่เสกสร้างให้ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในวันนี้ ได้กลายเป็นคลับออฟมันนี่หรือแหล่งการลงทุนที่ยอดเยี่ยมทางด้านธุรกิจ สืบเนื่องมาจากปัจจัยสำคัญนั่นคือค่าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดทางทีวี ทุกวันนี้เราจึงได้เห็นสโมสรระดับเล็ก ปานกลาง ไปจนถึงระดับบิ๊กเบิ้ม ต่างมีเงินลงทุนกันมหาศาล (ถ้าไม่เชื่อก็ดูทีมอย่างเอฟเวอร์ตันที่ทุ่มแหลกในช่วงซัมเมอร์จนอาร์เซนอลต้องอายสิ !) นั่นทำให้ช่องว่างระดับการแข่งขันในลีกลดน้อยถอยห่างลงเรื่อยๆ ซึ่งผู้ได้ผลประโชยน์จะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากผู้ชมทั้งในสนามและหน้าจอสี่เหลี่ยมได้รับความสนุกจากการแข่งขันกันอย่างสูสีและมันส์หยด (เว้นไว้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมนึงเนอะ)

อย่างไรก็ตามในแง่ดีนั้นก็ยังมีหนามหยอกกลับมาทิ่มแทงบรรดาทีมจอมธุรกิจไม่น้อย เนื่องจากการผลของการลงทุนมหาศาล ทำให้อาจจะมุ่งเน้นไปที่ความสำเร็จในส่วนของถ้วยรางวัลและเกมการแข่งขัน จนลืมฟุตบอลเอ็นเตอร์เทนนิ่งเอาไว้เบื้องหลังเสียอย่างนั้น ตัวอย่างง่ายๆ ลองมองไปที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทุกวันนี้ ที่ถูกตีตราว่ากลายเป็นฟุตบอลที่เน้นผลลัพธ์มากกว่าสร้างความเร้าใจตอบแทนแก่ผู้รับชมไปเสียแล้ว…

 


ireallylikefootball.com เว็บไซต์ คอลัมน์ฟุตบอล บทความฟุตบอล สร้างสรรค์ผลงานจากความตั้งใจ โดยกลุ่มคนที่รักและชอบฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจ

“Football can make a friend, can make a life”

หากต้องการติดต่อสอบถามหรือขอลงโฆษณา email มาที่ ireallylikefootball@gmail.com
หรือติดต่อเราได้ที่ http://www.ireallylikefootball.com/contact

แสดงความคิดเห็น