เมื่อหลายฤดูกาลที่ผ่านมา แฟนบอลอิตาลี คงทราบข่าวกันว่า อดีตยักษ์ใหญ่ วงการลูกหนังแดนมะกะโรนีอย่าง ปาร์ม่า ถูกเข้าควบคุมกิจการ และถูกปรับตกชั้นให้ลงไปเล่นในระดับ เซเรีย ดี หรือลีกสมัครเล่นในฤดูกาลนี้ ซึ่งถือเป็นจุดที่เรียกว่าตกต่ำที่สุดของอดีตยอดทีม ในช่วงทศวรรษที่ 1990 เลยก็ว่าได้ ในโลกของฟุตบอลนั้น แน่นอนว่าการที่ทีมรักทำผลงานได้อย่างสุดยอด กวาดแชมป์ได้อย่างมากมาย ได้รับความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ จะนำมาซึ่งความสุขแก่แฟนบอลทั่วโลก แต่สัจธรรมที่ว่า

“ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน”

 

คำกล่าวนี้คือคำกล่าวที่เกิดขึ้นได้จริง โดยเฉพาะกับสโมสรฟุตบอล ที่ไม่อาจยืนยงคงกระพันได้ตลอดเป็นแน่แท้ นอกจากปาร์มาแล้วยังมีอีกหลายสโมสรที่เคยยิ่งใหญ่แต่กลับประสบปัญหา ยักษ์ล้ม คล้ายคลึงกัน วันนี้ ireallylikefootball.com จะพาไปดูกันในตอนที่ 1 ว่ายักษ์ล้มมีทีมใดบ้าง

 

พรีเมียร์ลีก: จากยักษ์ใหญ่เข้าสู่ยุคยักษ์หลับ

น็อตติ้งแฮม ฟอร์เรสต์

ทีมเจ้าป่าสร้างประวัติศาสตร์ที่เหลือเชื่อ ในฤดูกาล 1977/78 เมื่อก้าวขึ้นไปเป็น แชมป์ลีกอังกฤษ ได้ ทั้งๆ ที่เพิ่งเลื่อนชั้นมาเป็นอันดับที่ 5 ของลีกรอง ภายใต้การนำทีมของ ไบรอัน คลัฟ กุนซือผู้ล่วงลับ โดยทำแต้มแซงหน้า ลิเวอร์พูล ขึ้นไปเถลิงบัลลังก์อย่างยิ่งใหญ่แบบที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน และยังสร้างสถิติไร้พ่ายยาวนานติดต่อกันถึง 40 เกมในรายการ แถมยังอหังการถึงขั้นก้าวไปผงาดคว้าแชมป์ ยูโรเปี้ยน คัพ ได้ถึง 2 สมัยติดต่อกันอีกด้วย

แต่ ใครจะไปคาดคิดว่าอดีตแชมป์ยุโรปสองสมัยซ้อน จะตกต่ำถึงขั้นตกชั้นภายในอีกไม่กี่สิบปีถัดมา จุดเริ่มต้นความตกต่ำของทีมเจ้าป่า เกิดขึ้นจากการบริหารงานที่ผิดพลาดของกรรมการสโมสร เช่น การขายผู้เล่นตัวหลัก อย่าง เท็ดดี้ เชอริงแฮม 

กัลโช่ เซเรีย อา

อันเป็นเหตุให้ ไบรอัน คลัฟ ประกาศวางมือจากการคุมทีม จนร่วงตกชั้นไปในปีแรกของการก่อตั้งพรีเมียร์ลีก ซึ่งนับตั้งแต่สิ้นสุดฤดูกาล 1998/99 เป็นต้นมา ก็ไม่มีใครได้เห็นเงาของ น๊อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ บนเวทีลีกสูงสุดอีกเลย

 

ลีดส์ ยูไนเต็ด 

อดีตยักษ์ใหญ่แห่งวงการฟุตบอลอังกฤษ ในช่วงยุค 1980 และครอบครองหัวตารางของลีกสูงสุดในยุคนั้น ซึ่งทีม ยูงทอง ที่มีเหล่าดาวรุ่งเต็มทีม ทั้ง อลัน สมิธ, แฮร์รี่ คีเวลล์ และ ริโอ เฟอร์ดินานด์ รวมถึงสตาร์อย่าง เอริก คันโตน่า ดาวยิงทีมชาติฝรั่งเศส ก้าวไปถึงขั้นคว้า แชมป์พรีเมียร์ลีก เมื่อฤดูกาล 1991/92 พร้อมกับผ่านเข้ารอบรองฯ ฟุตบอลถ้วยทั้ง ยูฟ่า คัพ และ ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ ลีก สองฤดูกาลติดต่อกัน

กัลโช่ เซเรีย อา

สัญญาณมรณะ เกิดขึ้นหลังจาก ปีเตอร์ ริดส์เดล ประธานสโมสร กู้เงินอนาคตก้อนโตมาใช้ล้วงหน้าโดยหวังว่าทีมจะมีรายได้จากการลงเล่นเล่น ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ทุกปี แต่โชคร้ายที่ผลงานไม่เป็นไปตามคาด สโมสรติดหนี้บานเบอะ และต้องขายแข้งดังกินเกือบยกทีม สุดท้ายก็ตกต่ำลงจนต้องตกชั้นจากพรีเมียร์ลีกไปในฤดูกาล 2003/04 พร้อมกับการถูกบังคับให้ต้องขายสนามซ้อม และสนามแข่งอย่างเจ็บปวด

 

ลิเวอร์พูล

อาจจะไม่ได้เรียกว่าตกต่ำซะทีเดียว สำหรับเจ้าของฉายาเครื่องจักรสีแดง หงส์แดง ลิเวอร์พูล เมื่อยังคงคว้าแชมป์รายการสำคัญได้อย่างสม่ำเสมอ

กัลโช่ เซเรีย อา

แต่หากพูดถึงรายการที่เหล่า สเกาเซอร์ และ เดอะ ค๊อป ปรารถนามาครอบครองมากที่สุด น่าจะหนีไม่พ้นแชมป์ฟุตบอลลีกสูงสุดของอังกฤษ คือ พรีเมียร์ ลีก นั่นเอง ที่หงส์แดงห่างหายกับถ้วยนี้ไปยาวนานกว่า 26 ปี จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นจากการลาออกจากโค้ชแบบกระทันหันของ คิง เคนนี่

จากนั้นทีมก็เหมือนเรือใหญ่ที่ไร้หางเสือ และนับตั้งแต่นั้นมายอดทีมแห่งลุ่มแม่น้ำเมอร์ซี่ไซด์ ก็มีผลงานลุ่มๆ ดอนๆ มาโดยตลอด

 

 

เซเรีย อา: จากถ้วยแชมป์สู่น้ำตา

ฟิออเรนติน่า

ฟิออเรนตินาในยุค 90s คือทีมที่ได้ชื่อว่ามีเกมรุกที่เร้าใจทีมหนึ่ง แต่จุดตกต่ำของของฟิออเรนตินาก็เหมือนเช่นอีกหลายสโมสร ในช่วงปลายทศวรรษ 1990 พวกเขาประสบปัญหาด้านการเงินอย่างหนัก ไม่มีเงินจ่ายค่าเหนื่อยนักเตะ ประกอบกับต้องสูญเสียสตาร์ประจำทีมอย่าง กาเบรียล บาติสตูต้า ไปให้โรม่า

กัลโช่ เซเรีย อา

สุดท้ายทีมก็ตกชั้นจากเซเรีย อาไปในฤดูกาล 2001/02 และถูกตัดสินล้มละลาย ไปตั้งต้นใหม่ตั้งแต่เซเรีย ซี 2 หรือลีกดิวิชั่นสี่ โดยก่อนหน้าพลพรรค วิโอล่า ต่อสู้ดิ้นรนจนกระทั่งกลับขึ้นมาสู่ลีกสูงสุดได้สำเร็จเมื่อสิ้นฤดูกาล 2003/04

 

ปาร์ม่า

ช่วงทศวรรษที่ 1990 เรียกว่าเป็นยุคทองของ ปาร์ม่า โดยกวาดโทรฟี่มาประดับตู้โชว์มากมาย รวมถึงเกือบจะได้แชมป์ กัลโช่ เซเรีย อา เป็นครั้งแรกในฤดูกาล 1996/97 ความทรงจำที่งดงามของอดีตทีมที่เคยมีสตาร์ระดับท็อปคลาสอย่าง ฮริสโต้ สตอยช์คอฟ, ฮวน เซบาสเตียน เวรอน, เอ็นริโก้ คิเอซ่า, เฮอร์นัน เครสโป, ฟาบิโอ คันนาวาโร่ และเป็นทีมที่ปั้นสตาร์อย่าง จานลุยจิ บุฟฟ่อน ให้เป็นสตาร์ระดับโลก

กัลโช่ เซเรีย อา

แต่ผลจากการลงทุนที่ล้มเหลวของ สเตฟาโน่ ตานซี่ อดีตประธานสโมสร ทำให้ ปาร์ม่า ถูกควบคุมกิจการเมื่อ ปี 2004
เมื่อไม่กี่ฤดูกาลก่อน ทำให้ทีมเป็นหนี้มหาศาลจนถูกสั่งตัดแต้มในลีก และยังไม่มีเงินพอที่จะจ่ายค่าเหนื่อยนักเตะ สต๊าฟ รวมทั้้งเงินในการจัดแข่งขัน หลังจบฤดูกาลพวกเขาไม่สามารถหาอัศวินขี่ม้าขาวเข้ามาเทกโอเวอร์เพื่อช่วยชีวิตสโมสร ในการชำระหนี้ต่างๆ ที่มากกว่า 197 ล้านยูโร ได้ทันในเวลาที่กำหนด ส่งผลให้ จัลโลบลู ถูกปรับตกชั้นไปเล่นในลีกสมัครเล่น เซเรีย ดี พร้อมต้องเปลี่ยนชื่อสโมสรใหม่ด้วย

 

เอซี มิลาน

กัลโช่ เซเรีย อา

มิลาน ขึ้นชื่อว่าเป็นยอดทีมแห่งวงการฟุตบอลยุค 90s จากผลงานแชมป์ กัลโช่ เซเรีย อา 18 สมัย โคปา อิตาเลีย 5 สมัย แชมป์ยูฟ่าฯ 7 สมัย แต่จากบริหารการเงินที่ล้มเหลว รวมถึงมีเรื่องการเมืองมาเกี่ยวข้อง ทำให้ ปิศาจแดงดำ ต้องเร่ขายสตาร์ของทีมออกไปมากมาย และหลังจากคว้า สคูเด็ตโต้ ได้เมื่อฤดูกาล 2010-11 ผลงานของยักษ์ใหญ่เมืองมิลานก็ตกต่ำมาโดยตลอด

 

อินเตอร์ มิลาน

กัลโช่ เซเรีย อา

อดีตแชมป์ 18 สมัย ที่ต้องประสบกับชะตากรรมเดียวกันคู่ปรับร่วมเมืองอย่าง เอซี มิลาน หลังจากเคยยิ่งใหญ่สุดๆ ด้วยคว้า ทริปเปิลแชมป์ ในปี 2009-10 ภายใต้การคุมทีมของ โชเซ่ มูรินโญ่ แต่หลังจากนั้นเพียงไม่กี่ปี ทีมงูใหญ่ กลับไม่สามารถคว้าแชมป์รายการใดได้เลย เช่นเดียวกับผลงานในฟุตบอลยุโรป ก็ตกต่ำลงเรื่อยๆ ซึ่งครั้งสุดท้ายที่มีโอกาสได้ลงเล่นในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก คือเมื่อเกือบสิบปีที่แล้วเลยทีเดียว

 

 

เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับ สโมสรยักษ์ล้มที่กล่าวมาทั้งใน พรีเมียร์ ลีก และใน กัลโช่ เซเรีย อา เชื่อว่าสำหรับแฟนบอลทั่วโลกของอดีตยอดทีมเหล่านี้ คงเสียใจไม่น้อยที่เห็นทีมรักที่อดีตเคยยิ่งใหญ่ต้องตกต่ำลงเรื่อยๆ แต่นี่เป็นเพียงตอนที่ 1 เท่านั้น สำหรับตอนหน้า ตอนสุดท้ายของบทความที่ชื่อ “FOOTBALL FALLEN GIANTS เมื่อยักษ์ใหญ่ล้มแล้วลุกยาก” ireallylikefootball.com จะนำเสนอทีมยักษ์ล้มของสโมสรใน ลาลีกา และ บุนเดส ลีกา มาให้ทุกคนได้อ่านกัน แล้วคอยติดตาม อีกไม่นานเกินรอครับ…

 


ireallylikefootball.com เว็บไซต์ คอลัมน์ฟุตบอล บทความฟุตบอล สร้างสรรค์ผลงานจากความตั้งใจ โดยกลุ่มคนที่รักและชอบฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจ

“Football can make a friend, can make a life”

หากต้องการติดต่อสอบถามหรือขอลงโฆษณา email มาที่ ireallylikefootball@gmail.com
หรือติดต่อเราได้ที่ http://www.ireallylikefootball.com/contact